วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากมีใครโดนแทงหรือโดนยิง

อย่างที่ทราบกันดีว่าช่วงนี้มีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสะเทือนใจหลายหลายครั้งติดต่อกันเกี่ยวกับเรื่องการกราดยิงฝูงชนโดยผู้ก่อการร้ายซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทยเองไม่เคยประสบกับปัญหาแบบนี้มาก่อนทำให้ประชาชนต่างก็ตกใจกลัวเพราะไม่เคยเจอประสบการณ์แบบนี้แต่ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้มีเหตุการณ์หลายอย่างที่คิดว่าเราควรจะต้องมีการศึกษาและเตรียมความพร้อมเบื้องต้นเพราะหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงจะได้ช่วยเหลือ

ซึ่งกันและกันได้ในสถานการณ์ที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินเพราะหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักวิธี ประถมพยาบาลที่ถูกต้องจึงทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เศร้าสลดมานับครั้งไม่ถ้วนและแม้บางครั้งผู้บาดเจ็บอาจจะไม่ได้เจ็บมากแต่เนื่องจากกว่าที่เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยจะสามารถเดินทางเข้ามาช่วยเหลือได้ก็อาจจะทำให้ผู้ที่บาดเจ็บน้อย กลายเป็นผู้ป่วยที่บาดเจ็บสาหัสเลยก็ได้ดังนั้นวันนี้เราจึงมาแนะนำวิธีการประถมพยาบาลให้กับผู้ป่วยที่อาจจะถูกยิงหรือโดนแทงเบื้องต้นมาฝากกันค่ะ

  1. สำหรับการปฐมพยาบาลคนที่โดนยิงให้เรามองก่อนว่ากระสุนปืนได้ยิงทะลุผ่านร่างกายออกไปหรือไม่หรือว่าเป็นแค่การยิงแบบถากถากเท่านั้นซึ่งวิธีการสังเกต ว่ากระสุนทะลุออกหรือเปล่าให้ดูบาดแผลถ้ากระสุนเข้าทางไหนแผลตรงช่องนั้นจะเล็กและทางออกทางไหนแผลตรงช่องนั้นก็จะใหญ่เมื่อสำรวจเรียบร้อยแล้วให้หาผ้าสะอาดมาอุดตรงปากแผลให้แน่นสังเกตผู้ป่วยว่ามีเลือดออกมากหรือเปล่าหากมีเลือดออกมากให้จับผู้ป่วยนอนหงายแล้วยกขาของผู้ป่วยสูงขึ้นเล็กน้อยและถ้าหากชีพจรของผู้ป่วยเต้นช้าลงให้ทำการนวดหัวใจด้วยการประสานมือปั๊มแล้วรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที 
  2. และสำหรับการปฐมพยาบาลผู้ป่วยจากการถูกแทงหากว่ายังมีอาวุธเสียบคาอยู่ที่ตัวผู้ป่วยให้ปากเอาไว้อย่างนั้นอย่าดึงออกโดยเด็ดขาดแล้วหาผ้าสะอาดมาทำการห้ามเลือดที่สำคัญอย่าให้มีขยับเขยื้อนให้อยู่ที่เดิมให้มากที่สุดเสร็จแล้วรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที
  3. และการปฐมพยาบาลแผลที่เกิดจากการโดนมีดแทงหรือของมีคมแทงหรือฟันให้หาผ้าสะอาดมาทำการห้ามเลือดพยายามบีบปากแผลให้ติดกันให้สนิทเท่าที่จะทำได้หากแผลเป็นรูให้พยายามหาผ้าสะอาดมาอุดรูนั้นไว้เป็นการห้ามหรือไปในตัวและถ้าหากผู้ป่วยมีอวัยวะที่ถูกตัดขาดซึ่งสามารถหาอวัยวะนั้นเจอให้นำอวัยวะชิ้นนั้นใส่ในถุงพลาสติกปิดปากถุงให้สนิทอย่าให้น้ำเข้าได้เสร็จแล้วนำไปแช่ในถังน้ำแข็งน้องผู้ป่วยและอวัยวะส่งโรงพยาบาลทันที

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจซิฟิลิส

โรคภัยที่มาพร้อมกันการกินชาบู- หม้อไฟที่แสนอร่อย

    ถ้าเอ่ยถึงของกินจำพวกชาบู หรือแม้อาหารประเภทหม้อไฟ  เชื่อว่าคงเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายๆคนเลยทีเดียว โดยสังเกตได้ว่าร้านอาหารประเภทชาบูและหม้อไฟ เกิดขึ้นเยอะมากในช่วงนี้และในตอนเย็นเย็นหากขับรถผ่านร้านอาหารประเภทนี้จะสังเกตุได้ว่าแทบเกือบจะทุกร้านมีลูกค้านั่งเต็มร้านก็ไปหมด ยกเว้นที่ร้านทำน้ำซุปได้ไม่อร่อยจริงจริง

จึงจะไม่มีคนเข้ามานั่งในร้าน  สำหรับอาหารประเภทชาบูและหม้อไฟนี้เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมของคนทุกกลุ่ม เมื่อว่าจะมาทานสังสรรค์กันระหว่างเพื่อนที่ทำงาน หรือเพื่อนร่วมรุ่นที่ไม่ได้เจอกันนาน การมากินร้านในที่แบบนี้ก็ให้บรรยากาศความเป็นกันเองและยังนั่งกินได้นาน รวมถึงหากมากับครอบครัวก็สนุกสนานกันไปอีกแบบ เพราะร้านอาหารประเภทชาบูมักจะนิยมคิดเงินแบบบุฟเฟ่ต์ซึ่งจะกินมากน้อยแค่ไหนก็ได้

และราคาส่วนใหญ่ก็ไม่แพง อย่างหัวละ 199 บาท หรือบางที่ที่ใช้วัตถุดีหน่อยก็อาจจะคิด 299 บาทหรือ 399 บาทเป็นต้น การกินอาหารประเภทชาบูและหม้อไฟนั้น จะมีทั้งผักและเนื้อสัตว์ให้เราเลือกกินมากมาย หลายคนบอกว่าก็เหมือนกันการกินสุกี้หากใครอยากจะผอมส่วนมากก็จะกินสุกี้โดยเน้นผักเยอะๆ แล้วจะมีโรคภัยตามมาได้อย่างไร วันนี้เราจึงนำข้อมูลที่ถูกต้องมาเล่าให้ฟังกันค่ะ

สำหรับการรับประทานอาหารจำพวกชาบูหรือหม้อไฟนั้นจะทำให้สุขภาพร่างกายของ เราค่อยค่อยสะสมโรคได้เช่นกันนั่นก็เพราะว่าถึงแม้ชาบูและหม้อไฟจะมีทั้งผักและเนื้อแต่อย่าลืมว่าอาหารประเภทนี้มีน้ำซุป ซึ่งตรงน้ำซุปนี้เองที่ถ้าอยากให้รสชาติที่กลมกล่อมถูกใจลูกค้าก็ต้องมีการปรุงรสชาติให้จัดจ้าน

ดังนั้นอุปกรณ์ในการปรุงจึงมีการใส่สารประเภทโซเดียมลงไปเยอะมาก ซึ่งเชื่อว่าคนที่รักสุขภาพจะรู้ดีว่าโซเดียมไม่ดีต่อสุขภาพอย่างไร เช่น ทำให้บวม ทำให้อ้วน และเป็นการหางานให้ไตของเราต้องทำงานอยากหนัก และยิ่งบางคนทีชอบกินชาบูก็มักจะชอบกินหมูสามชั้นหั่นเป็นชิ้นบางบางเพื่อจิ้มกับน้ำจิ้ม

เชื่อเถอะว่านี่อีกอย่างล่ะที่เป็นที่มาของการสะสมไขมันซึ่งจะทำให้คุณอ้วน และเมื่ออ้วนแล้วโรคอื่นอื่นก็จะตามมาอีกมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันเลือดสูง  หรือแม้แต่โรคหัวใจก็เป็น ซึ่งทั้งในน้ำซุปและน้ำจิ้มที่คนทั้งหลายชอบกินนั้นจะมีโซเดียมในปริมาณที่สูงมากและหากใครที่กินชาบูหรือว่าหม้อไฟบ่อยบ่อยแล้วละก็มันจะเป็นการสะสมสารต่างต่างเหล่านี้ให้มาอยู่ในร่างกายของเรามากยิ่งขึ้นจากปกติ ดังนั้นสามารถกินได้แต่ไม่ควรกินบ่อยเกินไปนะจ๊ะ

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

ผลไม้และผักทำให้ช่วยให้หุ่นดีได้

อย่างที่ทุกคนคงจะทราบกันดีว่าผักและผลไม้นั้นมีคุณประโยชน์มากมายหลายอย่างซึ่งหากเราทานอย่างเหมาะสมก็จะทำให้เราหุ่นสวยได้ซึ่งผู้หญิงทุกคนและผู้ชายทุกคนก็คงอยากจะหุ่นดีกันทั้งนั้นแล้ววันนี้เลิกมาพูดถึงผลไม้มีสีอะไรบ้างที่จะทำให้คุณถ้าเกิดว่าทานเข้าไปแล้วจะถึงแบบที่สามารถเป็นดาราได้เลย ผลไม้ที่จะกล่าวต่อไปนี้สามารถหาได้ง่ายๆเรามาดูกันดีกว่าว่าจะมีผลไม้อะไรบ้างแล้วจะมีสีอะไรกันบ้างมาดูกันเลยค่ะ 

สีส้มหรือสีเหลือง ผลไม้และผักที่มีสีส้มแล้วจะเป็นอย่างเช่นเมล่อนแคนตาลูปมะละกอส้มแล้วก็พริกค่ะซึ่งสิ่งที่เราประมาณนี้ก็ยังไม่หมดอาหารผลไม้ที่มีคุณประโยชน์และสรรพคุณประโยชน์ต่อร่างกายยังมีอีกเยอะที่มีสีเหลืองและสีส้มซึ่งผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีส้มจะมีวิตามินซีเยอะซึ่งจะทำให้มีหลอดเลือดที่สะอาดและจะทำให้เรามีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงซึ่งจะทำให้มีโอกาสน้อยมากที่ทำให้เราเป็นมะเร็งได้ดังนั้นคนหลายคนที่ต้องการที่จะเน้นสุขภาพกับตัวเองก็เลือกทานผลไม้ที่มีสีส้มหรือสีเหลืองกัน

สีขาว ผลไม้ที่มีสีขาวนั้นมีมากมายก่ายกองแต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่รู้เส้นทางที่มีผลสีขาวก็มีมากมายซึ่งเราอาจไม่รู้ว่าสิ่งที่เรากินอยู่นั้นหรือบางสิ่งที่เราไม่ชอบกินตามมีคุณประโยชน์เรายกตัวอย่างเช่นกระเทียมกระเทียมเป็นอีกหนึ่งอย่างในการที่เราหุ่นดีได้ชื่อว่าคนหลายคนประเภทของประเทศไทยหรือไม่กับคนทั่วโลกก็คงจะไม่ค่อยชอบการที่จะกินกระเทียมกันนอกจากกระเทียมจะมีกลิ่นฉุนแรงแล้วก็เที่ยงยังไม่อร่อยด้วยดังนั้นเวลาทำอาหารคนเราจะเลือกใส่กระเทียมเพียงเพราะว่ามันจะช่วยทำให้อาหารมีกลิ่นหอมขึ้นเท่านั้นแต่นอกเหนือจากนั้นทุกคนก็จะเลือกที่จะไม่ใส่กระเทียมกันแต่หารู้ไม่ว่าผลไม้ที่มีคนเกลียดกันนี้แต่มีคุณประโยชน์มากมายหลายอย่างนอกจากกระเทียมแล้วก็จะมีเช่นขิงลิ้นจี่กระทั่งเงาะก็เป็นผลไม้ที่มีเนื้อสีขาวเส้นเดียวกันแล้วก็เป็นสีขาวเช่นเดียวกัน

นี่ก็คือ 2 สีของผลไม้และผักที่ถ้าเกิดว่าต้องการลดน้ำหนักและต้องการให้ตัวเองหุ่นดีนั้นจะต้องกิน ไม่ถึงกันเลยใช่ไหมคะว่าของกินที่เราเห็นอยู่ทั่วๆไปนั้นมันจะช่วยให้เราหุ่นดีได้จริงๆซึ่งต้องขอบอกไว้ก่อนว่านักวิจัยที่ออกมาเผยแล้วว่าการที่เรากินของพวกนี้มีประโยชน์มากกว่าที่เรากินยาลดน้ำหนักที่ขายทั่วไปอีกค่ะ

 

 

สนับสนุนโดย  รวมเว็บหวยออนไลน์

วิธีการที่เราอยู่ร่วมกับคนที่ป่วยหรือว่าติดเชื้อเอชไอวี

เมื่อเรานั้นต้องอยู่กับผู้ที่ป่วยหรือว่าติดเชื้อจากโรเอดส์นั้นเราไม่ต้องกลัวหรือว่าตกใจอะไร   เรานั้นสามารถที่จะอยู่ร่วมกับผู้ป่วยได้และการรักษาอย่างถูกวิธีเพื่อที่จะช่วยดูแลผู้ที่ป่วยนั้นได้ด้วยเพื่อที่จะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น   ขั้นตอนในการที่เราจะปฏิบัติตัวนั้นมีดังต่อไปนี้   

  1. ปฏิบัติผู้ที่ป่วยนั้นเหมือนคนปกติ  เราควรที่จะรับฟังปัญหาพร้อมกับบอกวิธีที่ถูกต้อง  และก็ไม่ควรที่จะพยายามทำเป็นรังเกียจเขาเพื่อที่จะให้เรานั้นรู้สึกว่าคุณนั้นเปลี่ยนไป  แต่ว่าเราใช้คำอธิบายให้เขานั้นเข้าใจและได้รับการรักษาเพื่อที่จะได้มีชีวิตที่ดีและก็ส่งผลให้เขานั้นมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย  
  2. ทำที่อยู่ให้เหมาะสม   อย่างเช่นผู้ที่ป่วยนั้นเดินไม่ได้  ให้เขานั้นใช้รถเขนและพยายามเอาข้าวของสิ่งที่สำคัญนั้นมาวางให้เขานั้นสามารถที่จะเลือกหรือว่าหยิบจับอะไรนั้นได้ง่ายมากยิ่งขึ้น  
  3. ดูแลสุขภาพของผู้ที่ป่วย  เรานั้นก็ควรที่จะพลิกหรือว่าทำกายาภาพบำบัดเพื่อที่จะให้เขานั้นได้รู้สึกว่าเขานั้นนอนสบายและหลีกเลี่ยงในการที่เป็นแผลกดทับ 
  4. ดูแลและใส่ใจในเรื่องของอาหารการกิน    สิ่งแรกที่เราต้องทำคือเรื่องของความสะอาด  และการปรุงอาหารให้สุขไม่ให้ดิบ  และก็เครื่องครัวหรือว่าอุปกรณ์ที่เราใช้นั้นต้องสะอาด  และก็ต้องเน้นอาหารที่ครบถ้วยมีปริมาณที่เหมาะสม  และสุดท้ายนั้นไม่ควรที่จะให้กินอาหารที่ดิบ หรือว่าไข่แบบนี้เป็นต้น   
  5. ให้ผู้ที่ป่วยนั้นทานยาอย่างสม่ำเสมอ   เราควรที่จะวินัยในการกินยาเป็นไปอย่างเป็นเรื่องที่ปกติและเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจในการกินยา  เพราะว่านั้นจะช่วยให้ลดอาการของการแพร่เชื้อและก็ไม่ควรที่จะหยุดกินยาเองเพราะว่าการที่เราหยุดกินยาเองนั้นจะส่งผลให้เราเป็นคนที่ดื้อยาและไม่สามารถที่จะกลับมากินยาตัวเดิมนั้นได้อีก   

และนอกจากนี้เราก็ควรที่จะดูแลเรื่องความสะอาดที่ตัวเรานั้นด้วยอย่างเช่นการที่เราล้างมือทุกครั้งและก็ควรที่จะสวมถุงมือด้วย  ในการที่เราล้างมือเราก็ควรที่จะใช้สบู่ในการล้างมือ  และขยะนั้นให้เราคัดแยกออกจากกันการที่ผู้ป่วยนั้นต้องใช้เข็มฉีดยานั้นเราต้องรู้รักษาความปลอดภัย  รวมไปถึงความสะอาดเรื่องการใช้ห้องน้ำนั้นด้วย  ทุกครั้งที่เราจะทำความสะอาดนั้นเราก็ควรที่จะสวมถุงมือยางนั้นด้วย  

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

วิธีที่จะทำให้ลูกเชื่อฟังโดยที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องตีลูก

เอาจริงๆแล้วทุกคนและพ่อแม่ทุกคนถ้าเกิดว่ามีลูกก็จะตีลูกเป็นการลงโทษเพื่อให้ลูกตั้งใจฟังแล้วก็คิดว่าไม่ควรจะทำอย่างนี้อีกเพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่โดนลงโทษซึ่งถึงแม้ว่าน่าจะทำให้ลูกมีนิสัยที่ดีขึ้นมานิดหน่อย แต่เอาจริงๆแล้วถ้าทำอย่างนั้นก็จะทำให้ลูกของเราไม่สามารถที่จะบอกเราได้ว่าเขารู้สึกอย่างไร

เพราะกลัวว่าหากเด็กๆแล้วตัวเองแสดงความรู้สึกว่าโกรธหรือเสียใจพ่อแม่ก็จะทำโทษด้วยการตีและดุด่าว่าตีดังนั้นบางครั้งบางคนอาจจะเห็นว่าลูกของตัวเองเวลาโดนทำโทษจะไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมาแต่เอาจริงๆแล้วที่เขาหายไปจากเราทำโทษเสร็จก็เป็นเพราะว่าเขาแอบไประบายกับตัวเองร้องไห้และพูดกับตัวเองซึ่งนั่นอาจจะทำให้ไม่ดีต่อสุขภาพของเด็กรวมถึงสภาพจิตใจของเด็กด้วยซึ่งการที่เราทำแบบนี้นั้นอาจจะทำให้ลูกของเราเวลามีปัญหาก็จะไม่คุยกับใครแล้วจะไม่บอกพ่อกับแม่ก็คิดว่าหากบอกไปก็อาจจะโดนทำโทษได้ ดังนั้นก็จะทำให้เขาเป็นคนที่ไม่บอกใครและเลือกที่จะเก็บปัญหาไว้กับตัวเองทุกครั้งมันก็จะไม่ดีตอนเด็กๆหลายคน

นอกจากนั้นยังทำให้เด็กๆจะเป็นคนที่เข้ากับใครไม่ค่อยได้อีกด้วยค่ะเพราะว่าคนคนนั้นก็อาจจะและดุด่าว่าตีเหมือนกับคุณพ่อคุณแม่จึงไม่ค่อยทำความรู้จักกับใครนอกจากนั้นที่เด็กหลายคนเป็นมากที่สุดนั่นก็คือเด็กบางคนอาจจะเลือกที่จะไม่แสดงอารมณ์ว่าตัวเองโกรธโมโหหรือเสียใจให้พ่อแม่ได้เห็นแต่เขาก็อาจจะไประบายความโกรธและความรู้สึกที่ไม่ดีต่อเพื่อนของเขาเองเช่นกันทำของเพื่อนพันการต่อยตีทะเลาะกับเพื่อน

หรือแม้แต่การขยี้ปมของเพื่อนซึ่งนั่นก็จะทำให้ไม่มีใครอยากจะคบกับลูกของเราสุดท้ายพอเขาต่อไปกับนิสัยอย่างนั้นก็จะไม่มีใครอยากร่วมงานด้วยแล้วก็ไม่มีใครอยากที่จะทำความรู้จักดังนั้นเราควรจะสอนลูกด้วยคำพูดดีๆแล้วบอกว่าไม่ควรจะทำอย่างนี้อีกสำหรับการด่าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตีแต่เอาจริงๆก็แค่การลงโทษเล็กๆน้อยๆเช่นลดค่าขนม

สำหรับพ่อแม่ที่สอนลูกๆบางคน อาจจะคิดว่าพี่ตีไปก็เพราะความรักเพราะว่าไม่อยากให้ลูกโตไปแล้วเป็นคนที่นิสัยไม่ดีเป็นคนที่นิสัยก้าวร้าวไม่อยากให้ลูกเป็นอย่างนั้นเพราะกลัวว่าจะไม่มีใครคบลูกจึงต้องตีเพื่อให้ลูกไม่กล้าที่จะทำอีกความคิดของพ่อแม่บางคนที่สอนลูกโดยการตีจะเอาจริงๆนะไม่ได้ช่วยอะไรเลยถึงแม้ว่าลูกจะดูนิสัยดีขึ้นมาไม่กล้าร้าวกับพ่อแม่แต่เบื้องหลังที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เขาอาจจะก้าวร้าวมากกว่าเดิมก็ได้คำว่าเขาอาจจะไประบายความโกรธกับคนอื่นหรือที่เรียกง่ายๆว่าโกรธแล้วพาลนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  แนวทางการแทงหวยลาว

ปัญหาค่าฝุ่น PM2.5

ยังคงกลายเป็นประเด็นร้อนอย่างต่อเนื่องสำหรับค่าฝุ่น PM2.5

ซึ่งตอนนี้ตื่นเช้าขึ้นมามองไปทางไหนก็เห็นแต่ฝุ่นมืดฟ้ามัวดินไปหมดแทบมองไม่เห็นแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เลยด้วยซ้ำไป ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นประชาชลพลเมืองหรือแม้แต่พวกดาราต่างก็ออกมาบ่นกันขรมเลยทีเดียวเกี่ยวกับ ปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 เพราะตอนนี้ฝุ่น PM2.5สูงขึ้นทุกวันบางพื้นที่ค่าขึ้นมาร้อยกว่าแล้ว เดินไปที่ไหนก็เจ็บตา หรือบางคนก็คัดจมูกยิ่งคนเป็นโรคภูมิแพ้อาการจะยิ่งเป็นมากกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งตอนนี้หลายคนเริ่มหันมาใช้หน้ากากใส่ตอนอยู่นอกบ้านกันบ้างแล้ว ซึ่งหลายฝ่ายต่างก็ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลมีการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังเสียที

แต่ก็มีคนจากรัฐบาล อย่างพลเอก อนุพงษ์ ออกมาบอกว่าค่าฝุ่น PM2.5 ในปีนี้ลดน้อยลงกว่าปีที่แล้วเสียอีก ไม่ให้คนไทยวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ แต่สิ่งที่ประชาชนรับรู้และสัมผัสได้ด้วยตัวเองในขณะนี้ นับวันค่าฝุ่น PM2.5 จะยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น กระจายพื้นที่ที่มีฝุ่นเยอะขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมาเสียอีก ขนาดดาราอย่าง โจ อี้บอย ยังต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรีบแก้ปัญหานี้เสียที อย่างเช่นนักร้องดังอย่างลิเดีย ซึ่งได้มีการโพสต์ภาพตาอักเสบเพราะเดินอยู่นอกบ้าน ใช้เวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้นเอง และหากบ้านไหนที่ไม่มีระบบปิดไม่มีเครื่องฟอกอากาศถึงอยู่ในบ้านก็มีโอกาสที่จะเจอปัญหาการสูดดมค่าฝุ่น PM2.5 ได้เช่นกัน

ในขณะที่หลายคนออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน แต่ก็ยังมีประชาชนบางกลุ่มยังคงทำสร้างมลพิษด้วยการจุดไฟเผาป่า เผาไร่อ้อย เผาขยะ หรือแม้แต่กลุ่มคนทีขี่รถแล้วก่อให้เกิดควันดำ ก็ยังคงทำกันต่อไปโดยไร้จิตสำนึกที่ดี  ตอนนี้หน้ากากที่จะใช้ใส่เพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5 ก็มีแค่หน้ากาก N95 ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มจะขาดตลาดและของก็มีราคาแพงมาก ตอนนี้หลายคนที่ไม่ได้ใส่หน้ากากเวลาที่ออกนอกบ้านต่างก็เริ่มทยอยไม่สบายกันบ้างแล้ว ยิ่งคนที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงจะยิ่งป่วยเร็วกว่าคนอื่น บางคนตามบวม บางคนตาแดง

บางคนคันในรูจมูกและหายใจลำบากทุกวันนี้เวลาที่ออกไปนอกบ้านแล้วหายใจเอาอากาศเข้ามายังรู้สึกรับรู้ได้ว่าลมหายใจที่เข้ามามีฝุ่นมาด้วยเลย ตอนนี้คนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงต่างก็ออกมาบ่นกันมากมายว่าสัตว์เลี้ยงของพวกเขาเริ่มป่วยแล้ว ปัญหา ฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่ยืดยื้อมาตั้งแต่ปีที่แล้วและรู้สึกว่ากำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นตอนนี้ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตนอย่าลืมหาหน้ากาก N95 มาใส่กันนะคะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Kardinal stick รีวิว

ฮอร์โมนเมลานิน เกี่ยวอะไรกับการนอน

เคยไหมต้องการจำเรื่องราวในความฝันมากแค่ไหน แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็ดันลืมหรือคิดออกแค่เพียงลางๆ ทุกครั้ง ฝันของพวกเรานั้นมาจากแนวทางการทำงานของสมองที่ฉายภาพต่างๆ ทั้งยังสิ่งที่มีอยู่จริงและก็สิ่งที่เกิดขึ้นจากจินตนาการ วันนี้แพทย์จะพามารู้จักกับสาเหตุที่ทำให้พวกเราลืมความฝัน มีชื่อเรียกกันว่า ฮอร์โมนเมลานิน

ฝันดี เกิดขึ้นได้ต่อเมื่อพวกเราแฮปปี้กับบางสิ่งบางอย่าง มีความสุขใจ ไม่มีเรื่องให้วิตกจนนำไปสู่ภาวการณ์เครียดรวมถึงการใช้ยาใช้ทางการแพทย์เข้าช่วย

ฝันร้าย มีต้นเหตุจากปัญหาเกี่ยวกับทางอารมณ์ การขัดกันแล้วก็ความหวาดกลัวข้างในจิตใจที่พวกเราเผชิญจำหรือติดตา รวมถึงผลกระทบของยาบางจำพวกที่คุณกำลังใช้รับการดูแลรักษา

ฮอร์โมนเมลานิน ต้นสายปลายเหตุในการทำให้ลืมความฝัน
ฮอร์โมนเมลานิน (Melanin-Concentrating Hormone ; MCH) เป็นฮอร์โมนที่อยู่ในระดับความเข้มข้นสูง ควบคุมการนอนรวมทั้งความต้องการของกิน โดยนักค้นคว้า โทมัส คิลดัฟฟ์ (Thomas Kilduff) ผู้อำนวยการศูนย์ประสาทวิทยาศาสตร์ ที่สถาบันวิจัย SRI International , CA รวมทั้ง Akihiro Yamanaka ที่มหาวิทยาลัยนาโกย่าญี่ปุ่น ได้ทำการค้นคว้าว่าตอนที่พวกเรากำลังไปสู่สภาวะการนอนในระยะหลับลึก (REM) ฮอร์โมนเมลานินจะเข้าไปทำปฏิกิริยาลดการหยุดยั้งของเซลล์ประสาทฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งเป็นเซลล์ประสาทสำคัญช่วยสำหรับการจัดวางความจำระยะสั้นเข้าไปเก็บไว้ภายในระบบความจำระยะยาว และเชื่อมต่อกับอารมณ์ความรู้สึกด้านในจิตใจ ทำให้ตอนที่พวกเราตื่นมานั้นความฝันของพวกเราทั้งหมดจะถูกลบหรือนึกออกแบบจางๆ ในบางสถานการณ์เพียงแค่นั้น

ไม่ต้องการที่จะลืมความฝันควรจะทำยังไง ?
ขณะที่พวกเราฝันดีแม้ตื่นมาแล้วจะต้องลืม อาจเป็นความโชคร้ายสำหรับคนที่ฝันดีเป็นประจำ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการจำความฝันเป็น 90 วินาทีแรก ภายหลังที่ตื่นนอน ก่อนที่หน่วยความจำจะเลือนลางจางหายไป ดังนั้นคุณต้องมีสมุดและปากกาไว้ข้างตัวก่อนนอนเพื่อเขียนบันทึกเรื่องราวไว้

นอกเหนือจากการเขียนบันทึกแล้วคุณสามารถบำรุงด้วยอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของวิตามินบี 6 ในวารสารมีชื่อบอกว่า ค้นพบคนที่ได้รับประทานวิตามินเสริม บี6 ก่อนนอน ทั้งหมด100 คน จากการศึกษาเรียนรู้วิจัย มีทิศทางที่จะจำความฝันของพวกเขาได้ เมื่อเทียบกับบุคคลที่มิได้บำรุง

ควรจะกินวิตามินบี 6 ประมาณ 100 มก.ต่อวัน ไม่สมควรเกินกำหนดจากนี้ ด้วยเหตุว่าอาจจะก่อให้เกิดความทรุดโทรมของเส้นประสาทหรือปัญหาที่เกิดขึ้นทางระบบประสาท รวมทั้งการสูญเสียการควบคุมแขน ขา แล้วก็ปัญหาเกี่ยวกับความสมดุล ควรจะได้รับการวิเคราะห์ร่างกายเพื่อขอความเห็นจากหมอก่อนเริ่มอาหารเสริมอะไรก็ตามเสมอ

สาเหตุของภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีก

สาเหตุของภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีก
ภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีก จะแสดงอาการโดยความผิดปกติของไหล่ ซึ่งไม่สมารถขยับไหล่ได้แบบที่เคยทำ โดยแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้
1. เกิดจากอุบัติเหตุตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงอุบัติเหตุใหญ่ๆ เช่น อุบัติเหตุการล้มลงขณะที่แขนเหยียดเท้าพื้น หรือหัวไหล่แขนกระแทกแล้วมีการหดตัวของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอย่างรุนแรง หรืออุบัติเหตุอื่นๆ ที่มีการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงกับไหล่ หัวไหล่
2. จากความเสื่อมของเส้นเอ็น(degeneration) ความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับจริงๆ เมื่อ อายุเพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งสาเหตุของภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีก ในกลุ่มนี้พบได้บ่อยกว่า เกิดจากการใช้งานมานานๆและอายุที่มากขึ้น ปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้เป็นได้มากขึ้นก็คือ

2.1 repetitive stress การใช้งานสะสมมาเป็นเวลานานๆ บนโลกนี้มีงานหลากหลายประเภทให้เราเลือกทำตามความถนัดของเรา บางงานต้องใช้ความคิดเยอะ บางงานใช้ทั้งความคิดและแรงกาย แต่บางงานก็ใช้แค่แรงกายเลย ซึ่งมักจะพบว่าผู้ที่มีการใช้งานร่างกายหนักๆ เป็นเวลาหลายปี อวัยวะต่างๆ ในร่างกายมักเสื่อมสภาพเร็วกว่าคนทั่วไป การใช้งานหนักหรือผิดสุขลักษณะ กลุ่มนักกีฬาที่ต้องใช้ไหล่เช่น นักเบสบองล นักยกน้ำหนัก การทำงานแบบผิดท่าเป็นเวลานาน
2.2 ภาวะเลือดไปเลี้ยงน้อยลง(lack of blood supply) ใครบอกอายุเป็นเพียงตัวเลข เพราะอายุที่มากขึ้นร่างกายก็อ่อนแอลงเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณนี้มีน้อยลง ทำให้เมื่อมีการฉีกขาดการสมานตัวของเส้นเอ็นจึงเกิดขึ้นเองได้น้อย
2.3 หินปูนในข้อไหล่(bone spur) จะเกิดขึ้นบริเวณใต้กระดูกส่วนบนของข้อไหล่(acromion)ซึ่งจะทำให้เกิดการเสียดสีของหินปูและเส้นเอ็นrotator cuffทำให้มีการฉีกขาดตามมา ซึ่งเราเรียกภาวะนี้ว่า impingement syndrome

ผู้ป่วยจะมีอาการต่างๆที่พบได้บ่อยคือ
1. ปวดขณะนอน อาการปวดจะแสดงขณะที่เรานอนพักผ่อนอยู่และจะแสดงออกมามากโดยเฉพาะตอนนอนตะแคงทับ
2. ปวดเวลายกแขนขึ้นหรือลงในบางท่า
3. อ่อนแรงในขณะยกหรืแหมุนหัวไหล่
4. เสียงเสียดสีในขณะขยับบางท่าของไหล่
การฉีกขาดที่เกิดจากอุบัติเหตุมักจะมีอาการเจ็บทันทีหลังอุบัติเหตุหรือมีเสียงดังในไหล่ขณะเกิดอุบัติเหตุและอาจมีอาการอ่อนแรงทันที

เครียดลงกระเพาะเกิดจากการกินอาหารไม่เป็นเวลาจริงหรือ?

ความเครียด เป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ แล้วดูเหมือนจะต้องพบเจอกับมันอยู่บ่อยครั้ง การเกิดความเครียดประจำๆ ดูจะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วของคนในยุคนี้ โดยในแต่ละวันที่ต้องเจอกับปัญหาร้อยแปด ทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียนและชีวิตส่วนตัว จนกลายเป็นความเครียดสะสม บางคนสามารถปล่อยวางความเครียดได้ทัน แต่บางคนสะสมความเครียดจนมีอาการปวดท้องและคลื่นไส้ หรือที่เรียกกันว่า เครียดลงกระเพาะ
ระบบทางเดินอาหารกับความเครียด

เราคงเข้าใจว่าการที่จะเป็นโรคกระเพาะได้นั้น มันเกิดขึ้นจากการที่เรารับประทานอาหารไม่เป็นเวลาหรือการกินอาหารรสจัด แต่เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะว่าคนที่กินอาหารเป็นเวลาก็สามารถที่จะป่วยเป็นโรคกระเพาะได้เช่นกัน เนื่องจากความเครียดสะสมมที่มีมากขึ้น ร่างกายของเราจะสั่งให้น้ำย่อยจากกระเพาะออกมามากผิดปกติ จนกัดกระเพาะเกิดเป็นอาการปวดท้อง นอกจากนั้นความเครียดยังส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารในอาการแบบอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกรดไหลย้อน ลำไส้แปรปรวน ลำไส้อักเสบ หรือแม้แต่อาหารไม่ย่อยก็เกิดจากความเครียดได้เช่นเดียวกัน ‘อาการเครียดลงกระเพาะ ความจริง คือ โรคกระเพาะที่เกิดจากการสั่งการของสมอง ไม่ใช่จากการที่เรารับประทานอาหารไม่ตรงเวลา’

อาการที่เราจำเป็นต้องรู้
โรคกระเพาะอาหารที่เกิดจากความเครียดจะมีอาการเหมือนกับโรคกระเพาะที่เกิดจากการกินอาหารผิดเวลาหรือไม่ จริงๆ แล้ว โรคกระเพาะจากสาเหตุทั้งสองจะมีอาการที่เหมือนกัน โดยอาการที่มักพบได้บ่อยๆ ได้แก่

1. คลื่นไส้อาเจียน เสียดทรวงอกหลังกินอาหาร

2. ปวดแสบบริเวณช่องท้องและลิ้นปี แต่จะหายเมื่อได้กิน

3. ท้องอืด ท้องเฟ้อ รู้สึกเหมือนมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นจำนวนมาก

4. เรอบ่อยๆ มีกลิ่นเหม็นน้ำย่อย เนื่องจากกระบวนการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์

5. อาเจียนหรือขับถ่ายออกมาเป็นเลือดหรือมีสีดำ บ่งบอกว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร รีบพบแพทย์ด่วน

สัญญาณเตือนเมื่อเครียดเกินไป
การที่คนเราจะมีความเครียดมักที่จะเครียดโดยไม่รู้ตัว จะรู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อมีอาการปวดหัวมากเกินไป และสัญญาณเตือนต่างๆ อีกมากโดยอาจจะเป็นอาการดังต่อไปนี้

• หายใจเร็ว รูจมูกขยาย จากการที่ปอดขยายตัวสร้างออกซิเจนสู่กล้ามเนื้อมากขึ้น ต้องการช่องทางเดิน อากาศที่กว้างมากขึ้น

• ขนลุก เนื่องจากเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังหดตัว

• อยากอาหารมากกว่าปกติ เนื่องจากต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนเร่งการเผาผลาญอาหารออกมามาก ทำให้ร่างกายถูกกระตุ้นจนอยากอาหาร

• คลื่นไส้ เนื่องจากการทำงานของกระเพาะและลำไส้หยุดลง กรดในกระเพาะจึงเพิ่มขึ้น รู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ นอนไม่หลับ

วิธีรักษาโรคเครียดลงกระเพาะ
โรคเครียดลงกระเพาะอาหารส่วนใหญ่จะกลายเป็นโรคแบบเรื้อรัง แต่ก็ไม่เสมอไป ถ้าหากคุณรักษาและดูแลตัวเองด้วยวิธีที่ถูกต้อง โรคเครียดลงกระเพาะอาหารที่อาจจะเรื้อรังก็จะสามารถหายขาดได้ ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1. กินอาหารให้เป็นเวลาและครบ 3 มื้อ

2. เลี่ยงอาหารรสจัด อาหารย่อยยาก ของทอด ของดอง

3. งดสูบบุหรี่ งดน้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อาทิ ชา กาแฟ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

4. ออกกำลังกาย กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟินช่วยคลายเครียด อารมณ์สดใสขึ้น

5. ทำกิจกรรมคลายเครียด ให้ร่างกายได้ปลดปล่อยความเครียด ลดอารมณ์แปรปรวนต่างๆ

ถ้าเราเครียดเกินไปก็ให้เราลองปล่อยวางลง พักเรื่องเครียดลงบ้าง เพราะว่าเครียดได้ก็ต้องหายเครียดได้ คลายความเครียดลง เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะมีอาการหรือมีเรื่องที่ทำให้รู้สึกเครียด สิ่งที่เราควรทำ คือ ผ่อนคลายความเครียด ซึ่งวิธีที่ช่วยได้ก็มีหลากหลายวิธี ได้แก่ การพักจากสิ่งที่ทำให้เครียด หากิจกรรมคลายเครียดต่าง ๆ หรือทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ ออกกำลังกาย หรือแม้แต่พูดคุยกับบุคคลต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงจิตแพทย์ด้วย นอกจากนั้นการจัดการสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น ที่บ้าน ที่ทำงานให้น่าอยู่ก็ช่วยให้ความเครียดลดน้อยลงได้เช่นเดียวกัน

 

“กระเจี๊ยบเขียว” ประโยชน์ดีๆ ที่ควรรู้

ถ้าจะบอกว่าชาวญี่ปุ่นนิยมทานกระเจี๊ยบเขียวมาก ทุกคนจะเชื่อหรือเปล่าคะ? ทานสดๆ นำไปประกอบอาหารต่างๆ สารพัดเมนูอีกต่างหาก ขนาดไปเวียดนาม ที่นั่นยังเสิร์ฟกระเจี๊ยบเขียวให้มาย่างทานกันสดๆ อีกด้วย ไม่ใช่แค่รสชาติที่ดี แต่เป็นเพราะสรรพคุณเจ๋งๆ ของกระเจี๊ยบเขียวนี่แหละ ที่ทำให้ใครต่อใครก็หามาทานกันมากมาย จะมีประโยชน์ในด้านใดบ้าง มาดูกันค่ะ

ประโยชน์ของ “กระเจี๊ยบเขียว”
1. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และคนที่กำลังควบคุมน้ำตาล-น้ำหนัก

2. ลดอาการท้องผูก เพราะมีเมือกที่ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวขึ้น และยังมีใยอาหารที่ดีต่อการขับถ่าย

3. ลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย

4. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหาร เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ และลำอักเสบได้

5. ใครที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว การทานกระเจี๊ยบเขียวพร้อมเมือกเหนียวๆ ใสๆ จะช่วยเข้าไปเคลือบแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

6. ฝักกระเจี๊ยบต้มเกลืออ่อนๆ สามารถแก้อาการกรดไหลย้อนได้

7. มีโฟเลตสูง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง และเป็นสิ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ดังนั้นจึงเหมาะกับหญิงมีครรภ์

วิธีรับประทานกระเจี๊ยบเขียว
สามารถหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทานสดๆ ได้เลย หรือจะนำไปประกอบอาหารกับเมนูอื่นๆ นำไปย่างด้วยไฟอ่อนๆ หรือจะทานผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมะนาว หรือไอศกรีมก็ได้ค่ะ