เครียดลงกระเพาะเกิดจากการกินอาหารไม่เป็นเวลาจริงหรือ?

ความเครียด เป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ แล้วดูเหมือนจะต้องพบเจอกับมันอยู่บ่อยครั้ง การเกิดความเครียดประจำๆ ดูจะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วของคนในยุคนี้ โดยในแต่ละวันที่ต้องเจอกับปัญหาร้อยแปด ทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียนและชีวิตส่วนตัว จนกลายเป็นความเครียดสะสม บางคนสามารถปล่อยวางความเครียดได้ทัน แต่บางคนสะสมความเครียดจนมีอาการปวดท้องและคลื่นไส้ หรือที่เรียกกันว่า เครียดลงกระเพาะ
ระบบทางเดินอาหารกับความเครียด

เราคงเข้าใจว่าการที่จะเป็นโรคกระเพาะได้นั้น มันเกิดขึ้นจากการที่เรารับประทานอาหารไม่เป็นเวลาหรือการกินอาหารรสจัด แต่เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะว่าคนที่กินอาหารเป็นเวลาก็สามารถที่จะป่วยเป็นโรคกระเพาะได้เช่นกัน เนื่องจากความเครียดสะสมมที่มีมากขึ้น ร่างกายของเราจะสั่งให้น้ำย่อยจากกระเพาะออกมามากผิดปกติ จนกัดกระเพาะเกิดเป็นอาการปวดท้อง นอกจากนั้นความเครียดยังส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารในอาการแบบอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกรดไหลย้อน ลำไส้แปรปรวน ลำไส้อักเสบ หรือแม้แต่อาหารไม่ย่อยก็เกิดจากความเครียดได้เช่นเดียวกัน ‘อาการเครียดลงกระเพาะ ความจริง คือ โรคกระเพาะที่เกิดจากการสั่งการของสมอง ไม่ใช่จากการที่เรารับประทานอาหารไม่ตรงเวลา’

อาการที่เราจำเป็นต้องรู้
โรคกระเพาะอาหารที่เกิดจากความเครียดจะมีอาการเหมือนกับโรคกระเพาะที่เกิดจากการกินอาหารผิดเวลาหรือไม่ จริงๆ แล้ว โรคกระเพาะจากสาเหตุทั้งสองจะมีอาการที่เหมือนกัน โดยอาการที่มักพบได้บ่อยๆ ได้แก่

1. คลื่นไส้อาเจียน เสียดทรวงอกหลังกินอาหาร

2. ปวดแสบบริเวณช่องท้องและลิ้นปี แต่จะหายเมื่อได้กิน

3. ท้องอืด ท้องเฟ้อ รู้สึกเหมือนมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นจำนวนมาก

4. เรอบ่อยๆ มีกลิ่นเหม็นน้ำย่อย เนื่องจากกระบวนการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์

5. อาเจียนหรือขับถ่ายออกมาเป็นเลือดหรือมีสีดำ บ่งบอกว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร รีบพบแพทย์ด่วน

สัญญาณเตือนเมื่อเครียดเกินไป
การที่คนเราจะมีความเครียดมักที่จะเครียดโดยไม่รู้ตัว จะรู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อมีอาการปวดหัวมากเกินไป และสัญญาณเตือนต่างๆ อีกมากโดยอาจจะเป็นอาการดังต่อไปนี้

• หายใจเร็ว รูจมูกขยาย จากการที่ปอดขยายตัวสร้างออกซิเจนสู่กล้ามเนื้อมากขึ้น ต้องการช่องทางเดิน อากาศที่กว้างมากขึ้น

• ขนลุก เนื่องจากเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังหดตัว

• อยากอาหารมากกว่าปกติ เนื่องจากต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนเร่งการเผาผลาญอาหารออกมามาก ทำให้ร่างกายถูกกระตุ้นจนอยากอาหาร

• คลื่นไส้ เนื่องจากการทำงานของกระเพาะและลำไส้หยุดลง กรดในกระเพาะจึงเพิ่มขึ้น รู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ นอนไม่หลับ

วิธีรักษาโรคเครียดลงกระเพาะ
โรคเครียดลงกระเพาะอาหารส่วนใหญ่จะกลายเป็นโรคแบบเรื้อรัง แต่ก็ไม่เสมอไป ถ้าหากคุณรักษาและดูแลตัวเองด้วยวิธีที่ถูกต้อง โรคเครียดลงกระเพาะอาหารที่อาจจะเรื้อรังก็จะสามารถหายขาดได้ ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1. กินอาหารให้เป็นเวลาและครบ 3 มื้อ

2. เลี่ยงอาหารรสจัด อาหารย่อยยาก ของทอด ของดอง

3. งดสูบบุหรี่ งดน้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อาทิ ชา กาแฟ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

4. ออกกำลังกาย กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟินช่วยคลายเครียด อารมณ์สดใสขึ้น

5. ทำกิจกรรมคลายเครียด ให้ร่างกายได้ปลดปล่อยความเครียด ลดอารมณ์แปรปรวนต่างๆ

ถ้าเราเครียดเกินไปก็ให้เราลองปล่อยวางลง พักเรื่องเครียดลงบ้าง เพราะว่าเครียดได้ก็ต้องหายเครียดได้ คลายความเครียดลง เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะมีอาการหรือมีเรื่องที่ทำให้รู้สึกเครียด สิ่งที่เราควรทำ คือ ผ่อนคลายความเครียด ซึ่งวิธีที่ช่วยได้ก็มีหลากหลายวิธี ได้แก่ การพักจากสิ่งที่ทำให้เครียด หากิจกรรมคลายเครียดต่าง ๆ หรือทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ ออกกำลังกาย หรือแม้แต่พูดคุยกับบุคคลต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงจิตแพทย์ด้วย นอกจากนั้นการจัดการสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น ที่บ้าน ที่ทำงานให้น่าอยู่ก็ช่วยให้ความเครียดลดน้อยลงได้เช่นเดียวกัน

 

“กระเจี๊ยบเขียว” ประโยชน์ดีๆ ที่ควรรู้

ถ้าจะบอกว่าชาวญี่ปุ่นนิยมทานกระเจี๊ยบเขียวมาก ทุกคนจะเชื่อหรือเปล่าคะ? ทานสดๆ นำไปประกอบอาหารต่างๆ สารพัดเมนูอีกต่างหาก ขนาดไปเวียดนาม ที่นั่นยังเสิร์ฟกระเจี๊ยบเขียวให้มาย่างทานกันสดๆ อีกด้วย ไม่ใช่แค่รสชาติที่ดี แต่เป็นเพราะสรรพคุณเจ๋งๆ ของกระเจี๊ยบเขียวนี่แหละ ที่ทำให้ใครต่อใครก็หามาทานกันมากมาย จะมีประโยชน์ในด้านใดบ้าง มาดูกันค่ะ

ประโยชน์ของ “กระเจี๊ยบเขียว”
1. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และคนที่กำลังควบคุมน้ำตาล-น้ำหนัก

2. ลดอาการท้องผูก เพราะมีเมือกที่ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวขึ้น และยังมีใยอาหารที่ดีต่อการขับถ่าย

3. ลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย

4. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหาร เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ และลำอักเสบได้

5. ใครที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว การทานกระเจี๊ยบเขียวพร้อมเมือกเหนียวๆ ใสๆ จะช่วยเข้าไปเคลือบแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

6. ฝักกระเจี๊ยบต้มเกลืออ่อนๆ สามารถแก้อาการกรดไหลย้อนได้

7. มีโฟเลตสูง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง และเป็นสิ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ดังนั้นจึงเหมาะกับหญิงมีครรภ์

วิธีรับประทานกระเจี๊ยบเขียว
สามารถหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทานสดๆ ได้เลย หรือจะนำไปประกอบอาหารกับเมนูอื่นๆ นำไปย่างด้วยไฟอ่อนๆ หรือจะทานผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมะนาว หรือไอศกรีมก็ได้ค่ะ

ลดน้ำหนัก ต้องรู้จักกับความอ้วนก่อน

เชื่อว่าหลายคนที่เจอปัญหาความอ้วนมักจะคิดว่าสิ่งแรกที่ฉันต้องทำคือการอดอาหารโหมออกกำลังกายเพื่อให้ตัวเองผอมและตัวเลขน้ำหนักลดลง หารู้ไม่ว่านั่นคือความเชื่อที่ผิด! เพราะว่า…

แก่นแท้ของการลดความอ้วน คือลดไขมัน

เมื่อเรากินอาหารเข้าไปมากกว่าปริมาณที่ร่างกายเผาผลาญหรือใช้ไปจะถูกเก็บสะสมเป็นไขมันทุกวันๆ จนน้ำหนักขึ้นและอ้วนได้ในที่สุด ดังนั้นการลดความอ้วนคือ คุณต้องกำจัดไขมันส่วนเกินออกไป นอกจากนี้ไขมันส่วนเกินยังเป็นภัยร้ายเกาะตามชั้นผิวหนังและสะสมแทรกตามอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ตับอ่อน ลำไส้ และหัวใจ ผลร้ายที่เป็นโบนัสแถมมาต่อจากความอ้วนก็คือโรคร้ายต่างๆ เช่น เบาหวาน ข้อเสื่อม โรคหัวใจ หลอดเลือดสมองตีบ ความดันเลือดสูง และปัญหาด้านจิตใจ เช่น การไม่พอใจร่างกายตัวเอง หรือการถูกมองจากสังคม

รู้จักสร้างกล้ามเนื้อแทนที่ไขมัน

เป้าหมายของการลดความอ้วนจึงต้องลดไขมันส่วนเกินแล้วแทนที่ด้วยกล้ามเนื้อ ยิ่งมีมวลกล้ามเนื้อมากยิ่งทำให้กระบวนการเมตาบอลิซึมเผาผลาญสารอาหารโดยเฉพาะไขมันได้มากกว่าคนที่มีมวลกล้ามเนื้อน้อย อาหารที่กินเข้าไปก็จะไม่สะสมแล้วแปรสภาพเป็นไขมันส่วนเกิน ซึ่งเป็นตัวการทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

มาถึงตรงนี้ คุณคงพอเริ่มมองออกแล้วสิว่า การลดความอ้วน ไม่ใช่การอดอาหารเพื่อให้น้ำหนักลดอย่างที่หลายคนเข้าใจกันอยู่

ตัวเลขบนตาชั่งไม่สามารถชี้วัดการลดความอ้วนที่ถูกต้อง แต่เป็นเพียงตัวช่วยเสริมให้เราทราบถึงน้ำหนักมวลรวมที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น

ไขข้อข้องใจ ทำไมถึง “โยโย่”

ลองเช็คดูว่าคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้หรือเปล่า

  • โหมออกกำลังกายหนัก
  • อดมื้อกินมื้อ
  • งดกินคาร์โบไฮเดรตและไขมัน
  • กินแต่ผักและผลไม้อย่างเดียว เป็นต้น

ซึ่งพอทำแบบนี้ติดต่อกันร่างกายจะปรับตัวเพื่อให้คุ้นชินกับอาหารที่กินเข้าไป ระบบเผาผลาญจะลดการทำงานน้อยลง เสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหาร ร่างกายผอมลง สูญเสียมวลกล้ามเนื้อมาก และถ้าคุณหยุดพฤติกรรมนี้เมื่อไหร่น้ำหนักจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เจอกับภาวะ “โยโย่” ระบบเผาผลาญพัง กลับมาอ้วนเหมือนเดิม ลดน้ำหนักยาก และกว่าร่างกายจะกลับมาปกติก็ต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกนาน

วิธีลดความอ้วน (ไขมัน) ที่ถูกต้อง

  • กินให้เป็น

หลักการมีง่ายๆ ว่า “หนักเช้า เบาเที่ยง เลี่ยงเย็น เว้นดึก” มื้อเช้าต้องเป็นมื้ออาหารหลักเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้พลังงานตลอดทั้งวัน เมื่อมื้อเช้าทานเต็มอิ่ม มื้อเที่ยงก็จะรู้สึกหิวน้อยลง แต่ควรทานให้ได้ครึ่งหนึ่งของมื้อเช้า และมื้อเย็นควรทานก่อน 6 โมงเย็น โดยเน้นผัก เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ผลไม้หวานน้อย เลี่ยงอาหารรสจัด อาหารไขมันสูง จำกัดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงในแต่ละวัน ลองเลือกดื่มเป็น น้ำเปล่า ชาจีน กาแฟดำ (ไม่เกิน 1 แก้วต่อวัน) น้ำมะนาว(ไม่ใส่น้ำตาล) และเข้านอนช่วง 4-5 ทุ่ม ลองทำแบบนี้ทุกๆ วันหุ่นคุณจะเริ่มดูกระชับขึ้น

  • ออกกำลังกาย 30 นาทีทุกวัน

นอกจากคุมอาหารแล้วต้องออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยจะเห็นผลได้ชัดขึ้น ไขมันลดลงกล้ามเนื้อเข้าแทนที่ สำหรับคนเริ่มออกกำลังกาย อาจเริ่มต้นการเดินเร็ว ก้าวขายาวๆ และแกว่งแขน ประมาณ 30 นาทีทำติดต่อกัน 5 วัน/สัปดาห์

รู้ไหมว่า…หากเดินได้เร็วถึง 1 ชั่วโมงหรือประมาณ 6 กิโลเมตร จะใช้พลังงานได้ถึง 350 แคลลอรี่ หรืออาจจะลองปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ควบคู่กับการทำเวทเทรนนิ่ง เสริมสร้างกล้ามเนื้อช่วยระบบเผาผลาญในร่างกายให้ดีขึ้น

  • ความเครียดทำให้อ้วน

บางคนเครียดแล้วมักจะหาที่ลงด้วยการกิน เพราะร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดชื่อว่า คอร์ติโซล (Cortisol) ในปริมาณมาก จึงทำให้รู้สึกอยากอาหารมากๆ โดยเฉพาะของหวานและของมัน จนกลายเป็นคนที่สะสมไขมันได้ง่ายกว่าคนที่อารมณ์ดี ฉะนั้นคุณต้องรู้จักสังเกตอารมณ์และจิตใจตัวเอง แล้วคุณจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

วิธีคลายเครียดที่ได้ผลคือ การออกกำลังกาย จะทำให้ร่างกายหลั่ง เอ็นโดรฟิน (Endorphin) ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย

ทำไมทำตามวิธีเหล่านี้แล้วยังไม่ได้ผล

คุณอาจไม่ได้อ้วนเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่อาจเข้าข่ายภาวะอ้วนจากความผิดปกติในร่างกาย คือเกิดจากร่างกายมีระบบเผาผลาญที่ผิดปกติ หรือกินแล้วร่างกายไม่เผาผลาญ ซึ่งจะรู้แน่ชัดโดยผ่านการตรวจสอบจากแพทย์ เพราะต้องตรวจเช็คเรื่องฮอร์โมน อาทิ ต่อมใต้สมอง ไทรอยด์ ตับอ่อน ฮอร์โมนที่ใช้ในการเผาผลาญ และหากพบว่าเกิดจากระบบเผาผลาญในร่างกายผิดปกติ ก็จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะแพทย์จะทำการวินิจฉัยปรับเปลี่ยนวิตามิน ปรับปรุงเกลือแร่เพื่อเข้าไปช่วยเรื่องระบบเผาผลาญ เมื่ออาการดีขึ้น ไขมันและคอเลสเตอรอลจะลดลง ร่างกายก็จะสามารถกลับมาแข็งแรงเป็นปกติ

ลดพฤติกรรมเสี่ยงกระตุ้นอาการปวดศีรษะ

ผู้ป่วยไมเกรนมากกว่าครึ่ง สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งใดเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ (Trigger Factors) ปัจจัยกระตุ้นดังกล่าวอาจมาจาก

อาหาร เช่น อาหารที่มีสารไทรามีนสูง ซึ่งสารดังกล่าวจะพบในอาหารหมักดอง เนื้อสัตว์หมัก เนื้อสัตว์รมควัน อาหารที่มีส่วนประกอบของยีสต์ อโวคาโด กล้วยที่สุกจนงอม ผลไม้อบแห้ง ผงชูรส สารให้ความหวาน เบียร์ และไวน์

สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เช่น ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ กลิ่นฉุน อากาศเปลี่ยนแปลง และแสงสว่าจ้า อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน

การปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินชีวิต เช่น การพักผ่อนที่เพียงพอ ออกกำลังกายควบคุมความเครียด จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ป่วยไมเกรน รวมทั้งยังสามารถช่วยบ่งชี้ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ และทำให้ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน

1. สิ่งแวดล้อม

  • เดินทางไปในประเทศที่เวลาแตกต่างจากเดิม
  • สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
  • แสงสว่างจ้า
  • กลิ่นฉุน มลภาวะทางอากาศ

2. แบบแผนการดำเนินชีวิต

  • อดนอน นอนไม่เป็นเวลา นอนไม่หลับ นอนมากเกินไป
  • อดอาหาร หรือทานอาหารไม่ตรงเวลา
  • อารมณ์แปรปรวน เช่น เครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล

3. อาหารและเครื่องดื่ม

  • รับประทานอาหารที่มีไทรามีนสูง เช่น ชีส โยเกิร์ต ของหมักดอง
  • ดื่มกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น
  • รับประทานอาหารที่มีผงชูรส
  • อาหารจำพวก ถั่ว เนยถั่ว
  • ไวน์แดง หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • เนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการหมัก ดอง หรือแปรสภาพเพื่อยืดอายุ อาหารที่มีสารกันบูด

วัณโรค ทำอย่างไรจึงไม่ติดต่อ

วัณโรค หรือ TB ซึ่งย่อมาจาก Tubercle Bacillus ถือเป็นโรคที่สร้างปัญหาให้กับคนไทยในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
และยังมีแนวโน้มผู้ป่วยด้วยวัณโรคสูงขึ้นทุกปี ที่เป็นเช่นนี้เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับโรคนี้เท่าที่ควร เมื่อมีอาการก็ไม่รีบไปรักษา เพราะไม่รู้ตัวว่าตนเองป่วย

อีกทั้งเชื้อวัณโรคยังมีความคงทนต่อความแห้ง รวมทั้งสามารถแขวนอยู่กับฝุ่นได้นาน จึงทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่ผู้คนรอบข้างได้อย่างรวดเร็ว โดยเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะแพร่ไปตามอวัยวะต่าง ๆ จึงทำให้เป็นวัณโรคได้ทุกที่ โดยเฉพาะที่ปอด

สำหรับอาการทั่วไปของผู้ป่วยที่เป็นวัณโรค จะมีอาการไอเรื้อรัง มีไข้ต่ำ ๆ เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด หากปล่อยไว้นานเกิน 2 สัปดาห์ อาจทำให้มีอาการไอแบบมีเลือดปน นอกจากนี้ ผู้ป่วย 1 คน ยังสามารถแพร่เชื้อโรคให้กับคนใกล้ชิดได้มากกว่า 10 คนเลยทีเดียว

ดังนั้น เพื่อเป็นการหยุดวงจรของเชื้อวัณโรคนี้ จึงควรป้องกันด้วย 5 วิธีหลัก ๆ ได้แก่

  1. หากมีอาการไอเรื้อรังมานานมากกว่า 2 สัปดาห์ เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด และมีไข้ต่ำ ๆ ร่วมด้วย ให้รีบเข้ารับการตรวจรักษาโดยการเอกซเรย์ปอดและตรวจเสมหะโดยเร็ว
  2. ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอมักมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรได้ง่ายจึงควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  3. หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่แออัด มีอากาศอับชื้น หรือเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค เช่น ผับ บาร์ หรือแหล่งมั่วสุมต่าง ๆ
  4. ตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบว่าเป็นวัณโรคจะได้รักษาก่อนที่จะลุกลามมากขึ้น
  5. ในทารกแรกคลอด ควรได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันโรค ซึ่งปกติแล้วทารกที่คลอดในโรงพยาบาลทุกรายจะได้รับการฉีดวัคซีนบีซีจี (Bacilus Calmette Guerin) เพื่อป้องกันโรคชนิดนี้

“ปวดต้นคอ” สัญญาณเตือนกระดูกคอเสื่อม

ในปัจจุบันพบผู้คนที่มีอาการปวดบริเวณต้นคอเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากการใช้เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน ผู้คนมักจะก้มคอใช้อุปกรณ์เหล่านี้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานโดยไม่รู้ตัว จึงทำให้เกิดปัญหาปวดเมื่อยบริเวณต้นคอขึ้นมาได้

หากอาการปวดกินเวลานาน ไม่ควรนิ่งนอนใจ

  • อาการปวดกระดูกต้นคอ เป็นอาการปวดกล้ามเนื้อคอที่หลายคนสามารถเป็นได้บ่อยๆ โดยส่วนใหญ่แล้วอาจจะไม่ได้มีสาเหตุที่ร้ายแรงและสามารถทุเลาลงภายในไม่กี่วัน แต่ถ้าอาการปวดต้นคอนั้นกินเวลานานติดต่อกันมากกว่าหนึ่งสัปดาห์ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษา เพราะอาจจะมีสาเหตุมาจากการที่กระดูกคอเสื่อมก็เป็นได้

ภัยเงียบที่แฝงมากับอาการปวด

  • กระดูกต้นคอ หรือข้อกระดูกต่างๆ ย่อมมีความเสื่อมตามวัยที่มากขึ้น และภาวะกระดูกคอเสื่อมจะแสดงอาการมากน้อยแตกต่างไปในแต่ละบุคคล ซึ่งมีปัจจัยหลายประการมาประกอบ เช่น ขนาดของน้ำหนักตัว ภารกิจประจำวัน ภาวะหลวมคลอนของข้อกระดูกต่างๆ เป็นต้น อาการกระดูกคอเสื่อมนั้นเกิดจากการที่หินปูนที่เกาะบริเวณกระดูกและเอ็นไปกดเส้นประสาททำให้เกิดอาการปวดคอร้าว มักปวดหลังคอบริเวณ 2 ข้างของกระดูกสันหลัง อาจปวดร้าวขึ้นไปถึงท้ายทอย หรือลงมาบริเวณสะบัก และปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือออกแรง

การป้องกันอาการปวดต้นคอและกระดูกคอเสื่อม
ส่วนใหญ่แล้วอาการปวดต้นคอมักมีสาเหตุมาจากการจัดวางท่าทางไม่ถูกต้อง รวมทั้งภาวะกระดูกเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งวิธีป้องกันอาการดังกล่าวสามารถเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้ดังนี้

  • จัดท่าทางให้ถูกต้อง เมื่อยืนหรือนั่งควรให้ไหล่ตั้งตรงอยู่ในแนวเดียวกับสะโพก เช่นเดียวกับใบหูที่อยู่เหนือไหล่ในแนวเดียวกัน
  • ควรเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ไม่ควรนั่งทำงานท่าเดิมนานเกินไป
  • จัดโต๊ะทำงาน โดยให้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตา ปรับเก้าอี้ให้นั่งแล้วหัวเข่าอยู่ต่ำกว่าสะโพกเล็กน้อย และควรใช้เก้าอี้ทำงานที่มีที่พักแขน
  • ไม่ควรคุยโทรศัพท์โดยแนบไว้ระหว่างไหล่กับหู ควรเปิดลำโพงหรือใช้หูฟังในการคุยโทรศัพท์แทน
  • ไม่ควรแบกหรือสะพายกระเป๋าหนักๆ ไว้บนไหล่ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง
  • ควรนอนให้ศีรษะและคออยู่ในแนวเดียวกับร่างกาย โดยใช้หมอนเล็กๆ รองคอไว้ นอนราบให้หลังติดที่นอนและใช้หมอนรองต้นขาให้สูงขึ้น

ทางที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงโรคกระดูกคอเสื่อม คือการป้องกันเสียตั้งแต่ต้น โดยหมั่นบริหารร่างกายให้มีคอที่แข็งแรง เพื่อลดความตึงตัวของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณคอ ขณะเดียวกันก็จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนอิริยาบถต่างๆ ในชีวิตประจำวันให้เหมาะสมควบคู่ไปด้วย เพราะถึงแม้ว่าโรคกระดูกคอเสื่อมจะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นตามวัย แต่เราก็อาจลดความเสี่ยงลงได้ด้วยการดูแลตัวเอง