ฮอร์โมนเมลานิน เกี่ยวอะไรกับการนอน

เคยไหมต้องการจำเรื่องราวในความฝันมากแค่ไหน แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็ดันลืมหรือคิดออกแค่เพียงลางๆ ทุกครั้ง ฝันของพวกเรานั้นมาจากแนวทางการทำงานของสมองที่ฉายภาพต่างๆ ทั้งยังสิ่งที่มีอยู่จริงและก็สิ่งที่เกิดขึ้นจากจินตนาการ วันนี้แพทย์จะพามารู้จักกับสาเหตุที่ทำให้พวกเราลืมความฝัน มีชื่อเรียกกันว่า ฮอร์โมนเมลานิน

ฝันดี เกิดขึ้นได้ต่อเมื่อพวกเราแฮปปี้กับบางสิ่งบางอย่าง มีความสุขใจ ไม่มีเรื่องให้วิตกจนนำไปสู่ภาวการณ์เครียดรวมถึงการใช้ยาใช้ทางการแพทย์เข้าช่วย

ฝันร้าย มีต้นเหตุจากปัญหาเกี่ยวกับทางอารมณ์ การขัดกันแล้วก็ความหวาดกลัวข้างในจิตใจที่พวกเราเผชิญจำหรือติดตา รวมถึงผลกระทบของยาบางจำพวกที่คุณกำลังใช้รับการดูแลรักษา

ฮอร์โมนเมลานิน ต้นสายปลายเหตุในการทำให้ลืมความฝัน
ฮอร์โมนเมลานิน (Melanin-Concentrating Hormone ; MCH) เป็นฮอร์โมนที่อยู่ในระดับความเข้มข้นสูง ควบคุมการนอนรวมทั้งความต้องการของกิน โดยนักค้นคว้า โทมัส คิลดัฟฟ์ (Thomas Kilduff) ผู้อำนวยการศูนย์ประสาทวิทยาศาสตร์ ที่สถาบันวิจัย SRI International , CA รวมทั้ง Akihiro Yamanaka ที่มหาวิทยาลัยนาโกย่าญี่ปุ่น ได้ทำการค้นคว้าว่าตอนที่พวกเรากำลังไปสู่สภาวะการนอนในระยะหลับลึก (REM) ฮอร์โมนเมลานินจะเข้าไปทำปฏิกิริยาลดการหยุดยั้งของเซลล์ประสาทฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งเป็นเซลล์ประสาทสำคัญช่วยสำหรับการจัดวางความจำระยะสั้นเข้าไปเก็บไว้ภายในระบบความจำระยะยาว และเชื่อมต่อกับอารมณ์ความรู้สึกด้านในจิตใจ ทำให้ตอนที่พวกเราตื่นมานั้นความฝันของพวกเราทั้งหมดจะถูกลบหรือนึกออกแบบจางๆ ในบางสถานการณ์เพียงแค่นั้น

ไม่ต้องการที่จะลืมความฝันควรจะทำยังไง ?
ขณะที่พวกเราฝันดีแม้ตื่นมาแล้วจะต้องลืม อาจเป็นความโชคร้ายสำหรับคนที่ฝันดีเป็นประจำ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการจำความฝันเป็น 90 วินาทีแรก ภายหลังที่ตื่นนอน ก่อนที่หน่วยความจำจะเลือนลางจางหายไป ดังนั้นคุณต้องมีสมุดและปากกาไว้ข้างตัวก่อนนอนเพื่อเขียนบันทึกเรื่องราวไว้

นอกเหนือจากการเขียนบันทึกแล้วคุณสามารถบำรุงด้วยอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของวิตามินบี 6 ในวารสารมีชื่อบอกว่า ค้นพบคนที่ได้รับประทานวิตามินเสริม บี6 ก่อนนอน ทั้งหมด100 คน จากการศึกษาเรียนรู้วิจัย มีทิศทางที่จะจำความฝันของพวกเขาได้ เมื่อเทียบกับบุคคลที่มิได้บำรุง

ควรจะกินวิตามินบี 6 ประมาณ 100 มก.ต่อวัน ไม่สมควรเกินกำหนดจากนี้ ด้วยเหตุว่าอาจจะก่อให้เกิดความทรุดโทรมของเส้นประสาทหรือปัญหาที่เกิดขึ้นทางระบบประสาท รวมทั้งการสูญเสียการควบคุมแขน ขา แล้วก็ปัญหาเกี่ยวกับความสมดุล ควรจะได้รับการวิเคราะห์ร่างกายเพื่อขอความเห็นจากหมอก่อนเริ่มอาหารเสริมอะไรก็ตามเสมอ

สาเหตุของภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีก

สาเหตุของภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีก
ภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีก จะแสดงอาการโดยความผิดปกติของไหล่ ซึ่งไม่สมารถขยับไหล่ได้แบบที่เคยทำ โดยแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้
1. เกิดจากอุบัติเหตุตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงอุบัติเหตุใหญ่ๆ เช่น อุบัติเหตุการล้มลงขณะที่แขนเหยียดเท้าพื้น หรือหัวไหล่แขนกระแทกแล้วมีการหดตัวของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอย่างรุนแรง หรืออุบัติเหตุอื่นๆ ที่มีการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงกับไหล่ หัวไหล่
2. จากความเสื่อมของเส้นเอ็น(degeneration) ความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับจริงๆ เมื่อ อายุเพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งสาเหตุของภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีก ในกลุ่มนี้พบได้บ่อยกว่า เกิดจากการใช้งานมานานๆและอายุที่มากขึ้น ปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้เป็นได้มากขึ้นก็คือ

2.1 repetitive stress การใช้งานสะสมมาเป็นเวลานานๆ บนโลกนี้มีงานหลากหลายประเภทให้เราเลือกทำตามความถนัดของเรา บางงานต้องใช้ความคิดเยอะ บางงานใช้ทั้งความคิดและแรงกาย แต่บางงานก็ใช้แค่แรงกายเลย ซึ่งมักจะพบว่าผู้ที่มีการใช้งานร่างกายหนักๆ เป็นเวลาหลายปี อวัยวะต่างๆ ในร่างกายมักเสื่อมสภาพเร็วกว่าคนทั่วไป การใช้งานหนักหรือผิดสุขลักษณะ กลุ่มนักกีฬาที่ต้องใช้ไหล่เช่น นักเบสบองล นักยกน้ำหนัก การทำงานแบบผิดท่าเป็นเวลานาน
2.2 ภาวะเลือดไปเลี้ยงน้อยลง(lack of blood supply) ใครบอกอายุเป็นเพียงตัวเลข เพราะอายุที่มากขึ้นร่างกายก็อ่อนแอลงเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณนี้มีน้อยลง ทำให้เมื่อมีการฉีกขาดการสมานตัวของเส้นเอ็นจึงเกิดขึ้นเองได้น้อย
2.3 หินปูนในข้อไหล่(bone spur) จะเกิดขึ้นบริเวณใต้กระดูกส่วนบนของข้อไหล่(acromion)ซึ่งจะทำให้เกิดการเสียดสีของหินปูและเส้นเอ็นrotator cuffทำให้มีการฉีกขาดตามมา ซึ่งเราเรียกภาวะนี้ว่า impingement syndrome

ผู้ป่วยจะมีอาการต่างๆที่พบได้บ่อยคือ
1. ปวดขณะนอน อาการปวดจะแสดงขณะที่เรานอนพักผ่อนอยู่และจะแสดงออกมามากโดยเฉพาะตอนนอนตะแคงทับ
2. ปวดเวลายกแขนขึ้นหรือลงในบางท่า
3. อ่อนแรงในขณะยกหรืแหมุนหัวไหล่
4. เสียงเสียดสีในขณะขยับบางท่าของไหล่
การฉีกขาดที่เกิดจากอุบัติเหตุมักจะมีอาการเจ็บทันทีหลังอุบัติเหตุหรือมีเสียงดังในไหล่ขณะเกิดอุบัติเหตุและอาจมีอาการอ่อนแรงทันที

เครียดลงกระเพาะเกิดจากการกินอาหารไม่เป็นเวลาจริงหรือ?

ความเครียด เป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ แล้วดูเหมือนจะต้องพบเจอกับมันอยู่บ่อยครั้ง การเกิดความเครียดประจำๆ ดูจะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วของคนในยุคนี้ โดยในแต่ละวันที่ต้องเจอกับปัญหาร้อยแปด ทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียนและชีวิตส่วนตัว จนกลายเป็นความเครียดสะสม บางคนสามารถปล่อยวางความเครียดได้ทัน แต่บางคนสะสมความเครียดจนมีอาการปวดท้องและคลื่นไส้ หรือที่เรียกกันว่า เครียดลงกระเพาะ
ระบบทางเดินอาหารกับความเครียด

เราคงเข้าใจว่าการที่จะเป็นโรคกระเพาะได้นั้น มันเกิดขึ้นจากการที่เรารับประทานอาหารไม่เป็นเวลาหรือการกินอาหารรสจัด แต่เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะว่าคนที่กินอาหารเป็นเวลาก็สามารถที่จะป่วยเป็นโรคกระเพาะได้เช่นกัน เนื่องจากความเครียดสะสมมที่มีมากขึ้น ร่างกายของเราจะสั่งให้น้ำย่อยจากกระเพาะออกมามากผิดปกติ จนกัดกระเพาะเกิดเป็นอาการปวดท้อง นอกจากนั้นความเครียดยังส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารในอาการแบบอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกรดไหลย้อน ลำไส้แปรปรวน ลำไส้อักเสบ หรือแม้แต่อาหารไม่ย่อยก็เกิดจากความเครียดได้เช่นเดียวกัน ‘อาการเครียดลงกระเพาะ ความจริง คือ โรคกระเพาะที่เกิดจากการสั่งการของสมอง ไม่ใช่จากการที่เรารับประทานอาหารไม่ตรงเวลา’

อาการที่เราจำเป็นต้องรู้
โรคกระเพาะอาหารที่เกิดจากความเครียดจะมีอาการเหมือนกับโรคกระเพาะที่เกิดจากการกินอาหารผิดเวลาหรือไม่ จริงๆ แล้ว โรคกระเพาะจากสาเหตุทั้งสองจะมีอาการที่เหมือนกัน โดยอาการที่มักพบได้บ่อยๆ ได้แก่

1. คลื่นไส้อาเจียน เสียดทรวงอกหลังกินอาหาร

2. ปวดแสบบริเวณช่องท้องและลิ้นปี แต่จะหายเมื่อได้กิน

3. ท้องอืด ท้องเฟ้อ รู้สึกเหมือนมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นจำนวนมาก

4. เรอบ่อยๆ มีกลิ่นเหม็นน้ำย่อย เนื่องจากกระบวนการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์

5. อาเจียนหรือขับถ่ายออกมาเป็นเลือดหรือมีสีดำ บ่งบอกว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร รีบพบแพทย์ด่วน

สัญญาณเตือนเมื่อเครียดเกินไป
การที่คนเราจะมีความเครียดมักที่จะเครียดโดยไม่รู้ตัว จะรู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อมีอาการปวดหัวมากเกินไป และสัญญาณเตือนต่างๆ อีกมากโดยอาจจะเป็นอาการดังต่อไปนี้

• หายใจเร็ว รูจมูกขยาย จากการที่ปอดขยายตัวสร้างออกซิเจนสู่กล้ามเนื้อมากขึ้น ต้องการช่องทางเดิน อากาศที่กว้างมากขึ้น

• ขนลุก เนื่องจากเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังหดตัว

• อยากอาหารมากกว่าปกติ เนื่องจากต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนเร่งการเผาผลาญอาหารออกมามาก ทำให้ร่างกายถูกกระตุ้นจนอยากอาหาร

• คลื่นไส้ เนื่องจากการทำงานของกระเพาะและลำไส้หยุดลง กรดในกระเพาะจึงเพิ่มขึ้น รู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ นอนไม่หลับ

วิธีรักษาโรคเครียดลงกระเพาะ
โรคเครียดลงกระเพาะอาหารส่วนใหญ่จะกลายเป็นโรคแบบเรื้อรัง แต่ก็ไม่เสมอไป ถ้าหากคุณรักษาและดูแลตัวเองด้วยวิธีที่ถูกต้อง โรคเครียดลงกระเพาะอาหารที่อาจจะเรื้อรังก็จะสามารถหายขาดได้ ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1. กินอาหารให้เป็นเวลาและครบ 3 มื้อ

2. เลี่ยงอาหารรสจัด อาหารย่อยยาก ของทอด ของดอง

3. งดสูบบุหรี่ งดน้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อาทิ ชา กาแฟ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

4. ออกกำลังกาย กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟินช่วยคลายเครียด อารมณ์สดใสขึ้น

5. ทำกิจกรรมคลายเครียด ให้ร่างกายได้ปลดปล่อยความเครียด ลดอารมณ์แปรปรวนต่างๆ

ถ้าเราเครียดเกินไปก็ให้เราลองปล่อยวางลง พักเรื่องเครียดลงบ้าง เพราะว่าเครียดได้ก็ต้องหายเครียดได้ คลายความเครียดลง เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะมีอาการหรือมีเรื่องที่ทำให้รู้สึกเครียด สิ่งที่เราควรทำ คือ ผ่อนคลายความเครียด ซึ่งวิธีที่ช่วยได้ก็มีหลากหลายวิธี ได้แก่ การพักจากสิ่งที่ทำให้เครียด หากิจกรรมคลายเครียดต่าง ๆ หรือทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ ออกกำลังกาย หรือแม้แต่พูดคุยกับบุคคลต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงจิตแพทย์ด้วย นอกจากนั้นการจัดการสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น ที่บ้าน ที่ทำงานให้น่าอยู่ก็ช่วยให้ความเครียดลดน้อยลงได้เช่นเดียวกัน

 

“กระเจี๊ยบเขียว” ประโยชน์ดีๆ ที่ควรรู้

ถ้าจะบอกว่าชาวญี่ปุ่นนิยมทานกระเจี๊ยบเขียวมาก ทุกคนจะเชื่อหรือเปล่าคะ? ทานสดๆ นำไปประกอบอาหารต่างๆ สารพัดเมนูอีกต่างหาก ขนาดไปเวียดนาม ที่นั่นยังเสิร์ฟกระเจี๊ยบเขียวให้มาย่างทานกันสดๆ อีกด้วย ไม่ใช่แค่รสชาติที่ดี แต่เป็นเพราะสรรพคุณเจ๋งๆ ของกระเจี๊ยบเขียวนี่แหละ ที่ทำให้ใครต่อใครก็หามาทานกันมากมาย จะมีประโยชน์ในด้านใดบ้าง มาดูกันค่ะ

ประโยชน์ของ “กระเจี๊ยบเขียว”
1. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และคนที่กำลังควบคุมน้ำตาล-น้ำหนัก

2. ลดอาการท้องผูก เพราะมีเมือกที่ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวขึ้น และยังมีใยอาหารที่ดีต่อการขับถ่าย

3. ลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย

4. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหาร เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ และลำอักเสบได้

5. ใครที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว การทานกระเจี๊ยบเขียวพร้อมเมือกเหนียวๆ ใสๆ จะช่วยเข้าไปเคลือบแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

6. ฝักกระเจี๊ยบต้มเกลืออ่อนๆ สามารถแก้อาการกรดไหลย้อนได้

7. มีโฟเลตสูง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง และเป็นสิ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ดังนั้นจึงเหมาะกับหญิงมีครรภ์

วิธีรับประทานกระเจี๊ยบเขียว
สามารถหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทานสดๆ ได้เลย หรือจะนำไปประกอบอาหารกับเมนูอื่นๆ นำไปย่างด้วยไฟอ่อนๆ หรือจะทานผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมะนาว หรือไอศกรีมก็ได้ค่ะ

ใหม่ Artichoke สมุนไพรบำรุงตับที่ช่วยตับของคุณให้อยู่กับคุณได้ยาวนาน

ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ ที่ช่วยตับของคุณให้อยู่กับคุณได้ยาวนาน

สาเหตุของโรคตับแข็ง

โรคตับแข็งอาจเกิดได้จากหลายๆสาเหตุ แต่สาเหตุสำคัญที่มีผลต่อการทำงานของตับ ที่จะทำลายเนื้อเยื่อต้นเหตที่นำไปสู่โรคตับวายเฉียบพลันและตับแข็งมากที่สุดมักเกิดจากสาเหตุดังนี้

–   ดื่มแอลกอฮอลล์ ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์มากเกินไป

–   การติดเชื่อของตับ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบี และโรคไวรัสตับอักเสบซี

–   ภาวะไขมันพอกที่ตับโดยไม่ได้มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอลล์ เช่น ภาวะไขมันพอกที่ตับเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน

ส่วนสาเหตุอื่นๆที่อาจนำไปสู่โรคตับแข็งได้ เช่น

–   การเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันบ่อยๆครั้ง จนทำให้เกิดภาวะย้อนกลับน้ำไหลเข้าตับ

–   โรคทางพันธุกรรม เกิดจากรุ่นสู่รุ่นโดยมีการถ่ายทอดเชื้อต่อๆกัน

–   โรคอื่นๆ ที่มีสาเหตุมาจากอาการปิดปกติของตับ มีการสะสมทองแดงมากเกินไป

–   การรับประทานยาบางชนิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ

–   การรับประทานสมุนไพรบางชนิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ

–   ได้รับสารพิษโดยตรง จากการทำงาน

–   ร่างกายมีธาตุเหล็กสูงเกินไป มีการสัสมในตับเป็นจำนวนมาก เป็นสาเหตุที่พบได้ประมาณ (5-10%)

 

โดยส่วนใหญ่จากสาเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดจากข้างต้น จะถูกพบได้บ่อยๆในวัยอายุประมาณ 40-60 ปีขึ้นไป หากพบในเด็กหรือเกณฑ์ที่อายุต่ำกว่านั้นจะมีสาเหตมาจากไวรัสตับอักเสบชนิดรุนแรงหรือการใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีบางชนิด โดยสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเกิดขึ้นได้ใกล้เคียงกัน พบได้ทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูสูงอายุ ดังนั้นควรได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี หากใครมีผู้สูงอายุหรือบุคคลในบ้านที่กำลังประพฤติ พฤติกรรมเหล่านี้อยู่ ควรตักเตือนและอธิบายถึงสาเหตุและผลเสียที่นำไปสู่การเสียชีวิตได้ ดังนั้นควรพูดคุยและตรวจหาสาเหตุ ที่ทำให้เกิดโรคตับแข็งและดูแลรักษาอย่างถูกวิธี