วิธีการที่เราอยู่ร่วมกับคนที่ป่วยหรือว่าติดเชื้อเอชไอวี

เมื่อเรานั้นต้องอยู่กับผู้ที่ป่วยหรือว่าติดเชื้อจากโรเอดส์นั้นเราไม่ต้องกลัวหรือว่าตกใจอะไร   เรานั้นสามารถที่จะอยู่ร่วมกับผู้ป่วยได้และการรักษาอย่างถูกวิธีเพื่อที่จะช่วยดูแลผู้ที่ป่วยนั้นได้ด้วยเพื่อที่จะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น   ขั้นตอนในการที่เราจะปฏิบัติตัวนั้นมีดังต่อไปนี้   

  1. ปฏิบัติผู้ที่ป่วยนั้นเหมือนคนปกติ  เราควรที่จะรับฟังปัญหาพร้อมกับบอกวิธีที่ถูกต้อง  และก็ไม่ควรที่จะพยายามทำเป็นรังเกียจเขาเพื่อที่จะให้เรานั้นรู้สึกว่าคุณนั้นเปลี่ยนไป  แต่ว่าเราใช้คำอธิบายให้เขานั้นเข้าใจและได้รับการรักษาเพื่อที่จะได้มีชีวิตที่ดีและก็ส่งผลให้เขานั้นมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย  
  2. ทำที่อยู่ให้เหมาะสม   อย่างเช่นผู้ที่ป่วยนั้นเดินไม่ได้  ให้เขานั้นใช้รถเขนและพยายามเอาข้าวของสิ่งที่สำคัญนั้นมาวางให้เขานั้นสามารถที่จะเลือกหรือว่าหยิบจับอะไรนั้นได้ง่ายมากยิ่งขึ้น  
  3. ดูแลสุขภาพของผู้ที่ป่วย  เรานั้นก็ควรที่จะพลิกหรือว่าทำกายาภาพบำบัดเพื่อที่จะให้เขานั้นได้รู้สึกว่าเขานั้นนอนสบายและหลีกเลี่ยงในการที่เป็นแผลกดทับ 
  4. ดูแลและใส่ใจในเรื่องของอาหารการกิน    สิ่งแรกที่เราต้องทำคือเรื่องของความสะอาด  และการปรุงอาหารให้สุขไม่ให้ดิบ  และก็เครื่องครัวหรือว่าอุปกรณ์ที่เราใช้นั้นต้องสะอาด  และก็ต้องเน้นอาหารที่ครบถ้วยมีปริมาณที่เหมาะสม  และสุดท้ายนั้นไม่ควรที่จะให้กินอาหารที่ดิบ หรือว่าไข่แบบนี้เป็นต้น   
  5. ให้ผู้ที่ป่วยนั้นทานยาอย่างสม่ำเสมอ   เราควรที่จะวินัยในการกินยาเป็นไปอย่างเป็นเรื่องที่ปกติและเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจในการกินยา  เพราะว่านั้นจะช่วยให้ลดอาการของการแพร่เชื้อและก็ไม่ควรที่จะหยุดกินยาเองเพราะว่าการที่เราหยุดกินยาเองนั้นจะส่งผลให้เราเป็นคนที่ดื้อยาและไม่สามารถที่จะกลับมากินยาตัวเดิมนั้นได้อีก   

และนอกจากนี้เราก็ควรที่จะดูแลเรื่องความสะอาดที่ตัวเรานั้นด้วยอย่างเช่นการที่เราล้างมือทุกครั้งและก็ควรที่จะสวมถุงมือด้วย  ในการที่เราล้างมือเราก็ควรที่จะใช้สบู่ในการล้างมือ  และขยะนั้นให้เราคัดแยกออกจากกันการที่ผู้ป่วยนั้นต้องใช้เข็มฉีดยานั้นเราต้องรู้รักษาความปลอดภัย  รวมไปถึงความสะอาดเรื่องการใช้ห้องน้ำนั้นด้วย  ทุกครั้งที่เราจะทำความสะอาดนั้นเราก็ควรที่จะสวมถุงมือยางนั้นด้วย  

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

วิธีที่จะทำให้ลูกเชื่อฟังโดยที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องตีลูก

เอาจริงๆแล้วทุกคนและพ่อแม่ทุกคนถ้าเกิดว่ามีลูกก็จะตีลูกเป็นการลงโทษเพื่อให้ลูกตั้งใจฟังแล้วก็คิดว่าไม่ควรจะทำอย่างนี้อีกเพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่โดนลงโทษซึ่งถึงแม้ว่าน่าจะทำให้ลูกมีนิสัยที่ดีขึ้นมานิดหน่อย แต่เอาจริงๆแล้วถ้าทำอย่างนั้นก็จะทำให้ลูกของเราไม่สามารถที่จะบอกเราได้ว่าเขารู้สึกอย่างไร

เพราะกลัวว่าหากเด็กๆแล้วตัวเองแสดงความรู้สึกว่าโกรธหรือเสียใจพ่อแม่ก็จะทำโทษด้วยการตีและดุด่าว่าตีดังนั้นบางครั้งบางคนอาจจะเห็นว่าลูกของตัวเองเวลาโดนทำโทษจะไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมาแต่เอาจริงๆแล้วที่เขาหายไปจากเราทำโทษเสร็จก็เป็นเพราะว่าเขาแอบไประบายกับตัวเองร้องไห้และพูดกับตัวเองซึ่งนั่นอาจจะทำให้ไม่ดีต่อสุขภาพของเด็กรวมถึงสภาพจิตใจของเด็กด้วยซึ่งการที่เราทำแบบนี้นั้นอาจจะทำให้ลูกของเราเวลามีปัญหาก็จะไม่คุยกับใครแล้วจะไม่บอกพ่อกับแม่ก็คิดว่าหากบอกไปก็อาจจะโดนทำโทษได้ ดังนั้นก็จะทำให้เขาเป็นคนที่ไม่บอกใครและเลือกที่จะเก็บปัญหาไว้กับตัวเองทุกครั้งมันก็จะไม่ดีตอนเด็กๆหลายคน

นอกจากนั้นยังทำให้เด็กๆจะเป็นคนที่เข้ากับใครไม่ค่อยได้อีกด้วยค่ะเพราะว่าคนคนนั้นก็อาจจะและดุด่าว่าตีเหมือนกับคุณพ่อคุณแม่จึงไม่ค่อยทำความรู้จักกับใครนอกจากนั้นที่เด็กหลายคนเป็นมากที่สุดนั่นก็คือเด็กบางคนอาจจะเลือกที่จะไม่แสดงอารมณ์ว่าตัวเองโกรธโมโหหรือเสียใจให้พ่อแม่ได้เห็นแต่เขาก็อาจจะไประบายความโกรธและความรู้สึกที่ไม่ดีต่อเพื่อนของเขาเองเช่นกันทำของเพื่อนพันการต่อยตีทะเลาะกับเพื่อน

หรือแม้แต่การขยี้ปมของเพื่อนซึ่งนั่นก็จะทำให้ไม่มีใครอยากจะคบกับลูกของเราสุดท้ายพอเขาต่อไปกับนิสัยอย่างนั้นก็จะไม่มีใครอยากร่วมงานด้วยแล้วก็ไม่มีใครอยากที่จะทำความรู้จักดังนั้นเราควรจะสอนลูกด้วยคำพูดดีๆแล้วบอกว่าไม่ควรจะทำอย่างนี้อีกสำหรับการด่าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตีแต่เอาจริงๆก็แค่การลงโทษเล็กๆน้อยๆเช่นลดค่าขนม

สำหรับพ่อแม่ที่สอนลูกๆบางคน อาจจะคิดว่าพี่ตีไปก็เพราะความรักเพราะว่าไม่อยากให้ลูกโตไปแล้วเป็นคนที่นิสัยไม่ดีเป็นคนที่นิสัยก้าวร้าวไม่อยากให้ลูกเป็นอย่างนั้นเพราะกลัวว่าจะไม่มีใครคบลูกจึงต้องตีเพื่อให้ลูกไม่กล้าที่จะทำอีกความคิดของพ่อแม่บางคนที่สอนลูกโดยการตีจะเอาจริงๆนะไม่ได้ช่วยอะไรเลยถึงแม้ว่าลูกจะดูนิสัยดีขึ้นมาไม่กล้าร้าวกับพ่อแม่แต่เบื้องหลังที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เขาอาจจะก้าวร้าวมากกว่าเดิมก็ได้คำว่าเขาอาจจะไประบายความโกรธกับคนอื่นหรือที่เรียกง่ายๆว่าโกรธแล้วพาลนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  แนวทางการแทงหวยลาว

ความดันในหูเกิดจากอะไร

ถ้าหากจะพูดถึงความดันในหู เพื่อนๆคงจะเคยรู้สึกกันบ้างเวลาที่เรานั่งเครื่องบิน หรืออยู่ในที่สูงๆ เพราะว่าหูของคนเรานั้นเป็นช่องอากาศที่มีท่อเชื่อมต่อกับด้านหลังของคอ หากว่าเราไม่เพิ่มแรงดันในหูส่วนกลาง

เพื่อให้สมดุลกับแรงดันภายนอก และสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าหากแรงดันในหูไม่สมดุลก็คือ การบาดเจ็บของหูเรา อาจจะรู้สึกตึงๆ ในตอนแรก และรู้สึกเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความลึกที่เราดำน้ำลงไป  และวิธีการที่จะปรับแรงดันให้เกิดความสมดุล ก็คือ คนส่วนใหญ่ก็มักจะติดเครื่องมือดำน้ำอยู่เสมอตามปกติ

ท่อแต่ละอันจะมีวาล์วด้านล่าง และหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อจากจมูกไปสู่หูชั้นใน และส่วนใหญ่แล้วนั้นคนที่จะดำน้ำลึกจะต้องมีการเรียนดำน้ำให้ชำนาญก่อนจะมีการดำจริง ซึ่งถ้าหากไม่มีการเรียนดำน้ำ จะไม่สารารถดำน้ำได้หรือถ้าหากดำได้ ก็เป็นอันตรายต่อหูของเรามากๆ

เพราะภายใต้ของน้ำลึกจะมีแรงดันที่มาก และหากไม่มีเครื่องมือดำน้ำหรือการได้รับการฝึกฝนมากเป็นอย่างดี ความดันใต้น้ำอาจจะทำให้หูของเราแตกหรือเยื้อแก้วหูของเราอาจจะแตกได้ฉะนั้นคนที่จะดำน้ำจะต้องศึกษาเรื่องปรับสมดุลของหูให้ดี ความดันของหูคนเรานั้นสำคัญมาก เพราะถ้าหากความดันในหูไม่สมดุลแล้วนั้นอาจจะทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับหูได้หลายๆโรคเลย เช่นโรคหูความดันไม่สมดูล

ซึ่งจะทำให้หูอื้อ หูดับ เจ็บหู โรคหูน้ำหนวกซึ่งจะมีอาการคือ หูจะมีน้ำหนองอยู่ในหูและมีอาการเจ็บหูมากๆ หากไม่ได้รับการรักษา ก็จะทำให้หูหนวกได้ซึ่งร้ายแรงมาก ฉะนั้นหากเป็นโรคหูน้ำหนวง จะต้องรีบรักษาให้หายขาด เพราะถ้าปล่อยไว้นานจะทำให้เกิดปัญหาที่ร้ายแรงได้ และความดันในหู ก็มีบทบาทเกี่ยวกับหูมากเช่นกัน เพราะถ้าหากความดันในหูปกติก็จะทำให้หูไม่เกิดอาการเจ็บใดๆ นอกจากการดำน้ำที่ทำให้ความดันของหูไม่สมดุลแล้วนั้นยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้ความดันในหูเปลี่ยนไปคือ การนั่งเครื่องบิน

ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มักจะเคยนั่งกันอยู่แล้ว คนที่เคยนั่งเครื่องบินจะทราบดีอยู่แล้วว่าถ้าหากเครื่องบิน บินขึ้นสูงเท่าไรเราก็มักจะเจ็บหูมากเท่านั้น เพราะความดันในเครื่องบินจะมีสูงมาก ถ้าเราบินเป็นเวลานานๆเราอาจะเจ็บหูได้เลย เพราะแรงดันบนอาการสูง ซึ่งจะค่อยดันหูของเราอยู่ตลอด ซึ่งจะทำให้เราเจ็บหูได้ ฉะนั้น เราควรจะรักษาตัวเองเบื้องต้นคือ อย่าบินบ่อย และอย่าทำให้หูได้รับบาดเจ็บก่อนมีการบิน และถ้าหากมีอากาศบาดเจ็บก็ควรจะงดการบินไปเลยเพราะอาจจะทำให้แก้วหูแตกได้

 

ขอบคุณ  เครื่องช่วยฟัง  ที่ให้การสนับสนุน

วิธีสังเกตอาการหูตึงในเด็กเล็ก 

หากจะถามว่าการได้ยินสำคัญมากขนาดไหน ทำไมเราจึงจำเป็นต้องได้ยิน ต้องบอกว่าการมองเห็นและการได้ยิน สำคัญกับร่างกายมนุษย์มาก เพราะทั้งสองอย่างทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป คงเป็นเรื่องยากลำบากไม่น้อย 

คนส่วนใหญ่คิดว่าอาการหูตึงเป็นแค่เฉพาะคนสูงอายุเท่านั้น แต่ความจริงแล้วในเด็กเล็กก็สามารถเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จำเป็นต้องสังเกตพฤติกรรมของลูกอย่างใกล้ชิด เพราะเด็กไม่สามารถพูดกับเราได้ว่าไม่ได้ยินหรือได้ยินอะไร และไม่รู้ว่าสิ่งไหนคือสิ่งผิดปกติ 

ปัญหาความบกพร่องทางการได้ยินในเด็กส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการด้านสื่อสารของเด็ก รวมถึงมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กในระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาการได้ยินส่วนใหญ่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นหรือมีอาการรุนแรงขึ้นได้ หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นหากผู้ปกครองสงสัยว่าเด็กอาจมีปัญหาด้านการได้ยิน ควรรีบพาเด็กมาพบแพทย์ก่อนที่อาการจะลุกลาม 

แพทย์จะวิเคราะห์สาเหตุของการสูญเสียการได้ยินตามกายวิภาคของหู ปกติหูของคนเรามีอยู่ 3 ชั้น คือหูชั้นนอก เริ่มตั้งแต่ช่องหูไปจนถึงแก้วหู ถัดมาคือหูชั้นกลางหรือส่วนที่ถัดจากแก้วหูซึ่งมีท่อระบายอากาศต่อจากจมูก ต่อจากหูชั้นกลางคือหูชั้นในซึ่งเป็นเรื่องของระบบประสาท สาเหตุของการสูญเสียการได้ยินเกิดได้จากหูทั้ง 3 ชั้น โดยสาเหตุเกิดได้จาก

หูชั้นนอก ที่พบบ่อยในเด็กคือขี้หูอุดตัน ทำให้เด็กได้ยินไม่ชัด หรือมีความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น รูหูหรือใบหูไม่มี ตีบแคบ หรือผิดรูป

หูชั้นกลาง ที่พบบ่อยในเด็กคือภาวะน้ำขังในหูชั้นกลาง มักสัมพันธ์กับการเป็นหวัด จมูกกับหูชั้นกลางจะเชื่อมต่อกันดังนั้นเมื่อเด็กเป็นหวัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น น้ำมูกที่อยู่ในจมูกอาจคั่งค้างในหูชั้นกลาง ทำให้การได้ยินลดลงได้

หูชั้นใน อาจเกิด แต่กำเนิดหรือเป็นภายหลัง เช่น การติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ หรืออาจเกิดขึ้นจากที่หูชั้นกลางอักเสบ 

จะเห็นได้ว่าสาเหตุของอาการทางหูในเด็กนั้น บางครั้งเกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จึงเป็นเรื่องยากที่จะควบคุม แต่เราสามารถช่วยบรรเทาให้อาการได้รับการรักษาได้ทันท่วงที และช่วยให้เด็กเรียนรู้ปรับตัวตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ง่ายขึ้น และนอกจากนี้หากได้รับคำแนะนำที่ดี พร้อมกับกำลังใจจากครอบครัว จะทำให้สุขภาพจิตของเด็กเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ใครว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยและไกลตัว คงต้องเปลี่ยนความคิดกันใหม่แล้วล่ะ 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

ปัญหาค่าฝุ่น PM2.5

ยังคงกลายเป็นประเด็นร้อนอย่างต่อเนื่องสำหรับค่าฝุ่น PM2.5

ซึ่งตอนนี้ตื่นเช้าขึ้นมามองไปทางไหนก็เห็นแต่ฝุ่นมืดฟ้ามัวดินไปหมดแทบมองไม่เห็นแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เลยด้วยซ้ำไป ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นประชาชลพลเมืองหรือแม้แต่พวกดาราต่างก็ออกมาบ่นกันขรมเลยทีเดียวเกี่ยวกับ ปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 เพราะตอนนี้ฝุ่น PM2.5สูงขึ้นทุกวันบางพื้นที่ค่าขึ้นมาร้อยกว่าแล้ว เดินไปที่ไหนก็เจ็บตา หรือบางคนก็คัดจมูกยิ่งคนเป็นโรคภูมิแพ้อาการจะยิ่งเป็นมากกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งตอนนี้หลายคนเริ่มหันมาใช้หน้ากากใส่ตอนอยู่นอกบ้านกันบ้างแล้ว ซึ่งหลายฝ่ายต่างก็ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลมีการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังเสียที

แต่ก็มีคนจากรัฐบาล อย่างพลเอก อนุพงษ์ ออกมาบอกว่าค่าฝุ่น PM2.5 ในปีนี้ลดน้อยลงกว่าปีที่แล้วเสียอีก ไม่ให้คนไทยวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ แต่สิ่งที่ประชาชนรับรู้และสัมผัสได้ด้วยตัวเองในขณะนี้ นับวันค่าฝุ่น PM2.5 จะยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น กระจายพื้นที่ที่มีฝุ่นเยอะขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมาเสียอีก ขนาดดาราอย่าง โจ อี้บอย ยังต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรีบแก้ปัญหานี้เสียที อย่างเช่นนักร้องดังอย่างลิเดีย ซึ่งได้มีการโพสต์ภาพตาอักเสบเพราะเดินอยู่นอกบ้าน ใช้เวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้นเอง และหากบ้านไหนที่ไม่มีระบบปิดไม่มีเครื่องฟอกอากาศถึงอยู่ในบ้านก็มีโอกาสที่จะเจอปัญหาการสูดดมค่าฝุ่น PM2.5 ได้เช่นกัน

ในขณะที่หลายคนออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน แต่ก็ยังมีประชาชนบางกลุ่มยังคงทำสร้างมลพิษด้วยการจุดไฟเผาป่า เผาไร่อ้อย เผาขยะ หรือแม้แต่กลุ่มคนทีขี่รถแล้วก่อให้เกิดควันดำ ก็ยังคงทำกันต่อไปโดยไร้จิตสำนึกที่ดี  ตอนนี้หน้ากากที่จะใช้ใส่เพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5 ก็มีแค่หน้ากาก N95 ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มจะขาดตลาดและของก็มีราคาแพงมาก ตอนนี้หลายคนที่ไม่ได้ใส่หน้ากากเวลาที่ออกนอกบ้านต่างก็เริ่มทยอยไม่สบายกันบ้างแล้ว ยิ่งคนที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงจะยิ่งป่วยเร็วกว่าคนอื่น บางคนตามบวม บางคนตาแดง

บางคนคันในรูจมูกและหายใจลำบากทุกวันนี้เวลาที่ออกไปนอกบ้านแล้วหายใจเอาอากาศเข้ามายังรู้สึกรับรู้ได้ว่าลมหายใจที่เข้ามามีฝุ่นมาด้วยเลย ตอนนี้คนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงต่างก็ออกมาบ่นกันมากมายว่าสัตว์เลี้ยงของพวกเขาเริ่มป่วยแล้ว ปัญหา ฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่ยืดยื้อมาตั้งแต่ปีที่แล้วและรู้สึกว่ากำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นตอนนี้ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตนอย่าลืมหาหน้ากาก N95 มาใส่กันนะคะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Kardinal stick รีวิว

รีวิวHONDA ADV150

HONDA ADV150 รีวิวแบบไม่อวย

รายละเอียดการออกแบบการใช้งานเหมาะสมกับใครจุดอ่อนจุดเด่นเลย

วันนี้เราได้ไปเทส ADV150 ใหม่กริ๊บจากศูนย์เลยนะครับแต่เราทำให้มันเก่า ฮ่าๆๆ เราสัญญากับเจ้าของว่าถ้ามีลอยขีดข่วนเราต้องซื้อ แฮ่!! แต่เราไม่ได้ทำให้มีลอยจริงๆครับไม่มีลอยขีดข่วนอะไรเลย ADV150 เป็นรุ่นแรกของฮอนด้าที่เปิดตัวในไทยที่เป็นรถสกู๊ตเตอร์ จริงๆคำว่า ADV ต้องบอกก่อนว่าตามความเข้าใจอย่าเข้าใจว่าเป็นรถแบบพวก CRF ขนาดนั้น ถามว่าเป็นรถพวกลุยเลยมั้ย ก็ไม่ถึงขนาดลุยดะขนาดนั้นครับ

โดยความเข้าใจในซีรี่ของฮอนด้าเนี่ยตัวนี้มันไม่ได้ขึ้นคำว่าเอ็กนะมันไม่ใช่สายลุยแบบเอาไปกระโดดเนินขนาดนั้น ADV มันน่าจะเหมือนประมาณแบบแอดเวนเจอร์เล็กๆน้อยๆถ้าเทียบกับรถยนต์จะประมาณ CRV ที่ทำเหมือนจะเข้าป่าได้จริงๆก็เน้นทางทั่วๆไปวิ่งได้ทั้งหมด แต่อยากไปกระโดดเนินก็เชิญไปพวก CRF อะไรพวกนั้นแต่ถ้าอยากลองเอาไปโดดก็แล้วแต่ครับ ฮ่าๆๆ จะขอรีวิวแบบรวมๆเลยนะกันนะครับ เพราะว่าจริงๆคนอื่นเขารีวิวไปเยอะแล้วพวกสเป็คกระดาษเนี่ยค่อยไปดูเอาเองในหนังสือแต่เดี๋ยวเราจะเอาฟิลลิ่งดีกว่า ก็มีทั้งชอบและไม่ชอบนะครับเราก็จะคุยกันตรงๆเพราะเขาให้มาทดลองใช้ไม่ได้มีการจ่ายเงินให้เรา

แค่เอามาให้เราขี่เล่นก็ถือว่าเป็นบุญแล้วนะครับ ฮ่าๆๆ ขอออกตัวไว้ก่อนว่าเป็นความเห็นส่วนตัวนะ บอกก่อนนะว่าตัวผมสูง 180 กับสลีละรูปทรงของรถกับตัวผมรู้สึกมันไม่ค่อยโอเคเวลาจอดรถแล้วยืนก้นไม่ได้ลงติดเบาะคือรถสูงมาก แต่ถ้าคนที่ไม่สูงมากคือต่ำกว่า 170 น่าจะรำบากในเรื่องนี้สำหรับการแก้ปัญหาคงไม่ยาก แค่ไปโหลดหน้าแต่การโหลดหน้าอาจจะทำให้มิติในการมองมันเปลี่ยนไปเยอะแต่ก็แล้วแต่คนจะชอบครับแต่ผมก็แนะนำว่าควรจะโหลดหน้าซักหน่อยนึง แล้วอีกอย่างนึงนะครับถ้ารถมันสูงสำหรับคนเตี้ยๆเวลาขับช่วงเลี้ยวกลัวขามันค้ำไม่ถึง

 

เรื่องของระบบเบรคมีดังต่อไปนี้

มาพูดถึงระบบเบรคกันมั่ง ผมขอชมว่าระบบเบรคของฮอนด้านุ่มมากตอนที่ลองขับขึ้นเขาลงเขาเมื่อกี้มันจะนุ่มมากแบบไม่ฟึดฟัดไป ถ้าเทียบกับยามาฮ่า NMAX จะอยู่แบบตึ๊กเลย ค่อนข้างจะหยุดหนึบเลยแต่ว่า ADV150 จะนุ่มนวนคือต้องบอกก่อนนะว่าตัวนี้เป็น ABS ล้อหน้าล้อหลังเป็นเบรคดิสธรรมดาเป็นของ nissin ตัวใหญ่สวยงามดีไซส์ดีแต่ว่าส่วนตัวนะดิสหลังผมว่าล้อหลังที่ไม่มี ABS ผมชอบเพราะว่าเมื่อกี้ไปลุยนิดๆเป็นป่าเล็กๆน้อยๆบนภูเขามันสามารถสไลด์โค้งได้สามารถบิดรถแล้วกำเบรคหลังแล้วมันจะสไลด์ได้เลยอันนี้ส่วนตัวชอบมาก แล้วข้างหน้าที่เป็น ABS ก็ไม่ทำให้เราถลัยโค้งแบบหน้าแถเรื่องระบบเบรคก็แฮปปี้ไม่มีปัญหาครับ ชอบเลย

ต่อมาก็จะมาดูชิวหรือตัวบังไมค์ ชิวของ ADV นี้จะสามารถปรับระดับได้โดยการดึงตัวล็อคด้านข้างแล้วก็ปรับได้เลยครับ เอาตรงๆนะสำหรับผมว่าให้มาน้อยไปหน่อยเหมือนมันไม่ได้ช่วยอะไร ยิ่งสำหรับคนสูง 180 ยิ่งไม่ได้ช่วยอะไรเลยเหมือนใส่มาเท่ๆเฉยๆ คือถ้าลมมาประทะกับชิวแล้วยังไงลมก็ต้องมากระแทกหน้าคนขับแน่นอน เพราะมันปรับได้แค่ 2 ระดับคือแบบนอนน่าจะได้ซัก 30องศา แล้วปรับให้สูงขึ้นอีกหน่อยก็น่าจะประมาณ 75องศา แต่ด้วยชิวที่อยู่ในต่ำแหน่งต่ำมันเลยเหมือนไม่ได้ช่วยกันลมซักเท่าไหร่ แต่คิดว่าในอนาคตจะต้องมีอะไหล่มาเปลี่ยนแน่นอน ก็เหมือนทำมาเพื่อให้เราเสียเงินอีกต่อนึงนะครับ ฮ่าๆๆ

 

ขอขอบคุณเรื่องราวที่ให้นำมาเสนอจาก บิ๊กไบค์มือสอง

ฮอร์โมนเมลานิน เกี่ยวอะไรกับการนอน

เคยไหมต้องการจำเรื่องราวในความฝันมากแค่ไหน แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็ดันลืมหรือคิดออกแค่เพียงลางๆ ทุกครั้ง ฝันของพวกเรานั้นมาจากแนวทางการทำงานของสมองที่ฉายภาพต่างๆ ทั้งยังสิ่งที่มีอยู่จริงและก็สิ่งที่เกิดขึ้นจากจินตนาการ วันนี้แพทย์จะพามารู้จักกับสาเหตุที่ทำให้พวกเราลืมความฝัน มีชื่อเรียกกันว่า ฮอร์โมนเมลานิน

ฝันดี เกิดขึ้นได้ต่อเมื่อพวกเราแฮปปี้กับบางสิ่งบางอย่าง มีความสุขใจ ไม่มีเรื่องให้วิตกจนนำไปสู่ภาวการณ์เครียดรวมถึงการใช้ยาใช้ทางการแพทย์เข้าช่วย

ฝันร้าย มีต้นเหตุจากปัญหาเกี่ยวกับทางอารมณ์ การขัดกันแล้วก็ความหวาดกลัวข้างในจิตใจที่พวกเราเผชิญจำหรือติดตา รวมถึงผลกระทบของยาบางจำพวกที่คุณกำลังใช้รับการดูแลรักษา

ฮอร์โมนเมลานิน ต้นสายปลายเหตุในการทำให้ลืมความฝัน
ฮอร์โมนเมลานิน (Melanin-Concentrating Hormone ; MCH) เป็นฮอร์โมนที่อยู่ในระดับความเข้มข้นสูง ควบคุมการนอนรวมทั้งความต้องการของกิน โดยนักค้นคว้า โทมัส คิลดัฟฟ์ (Thomas Kilduff) ผู้อำนวยการศูนย์ประสาทวิทยาศาสตร์ ที่สถาบันวิจัย SRI International , CA รวมทั้ง Akihiro Yamanaka ที่มหาวิทยาลัยนาโกย่าญี่ปุ่น ได้ทำการค้นคว้าว่าตอนที่พวกเรากำลังไปสู่สภาวะการนอนในระยะหลับลึก (REM) ฮอร์โมนเมลานินจะเข้าไปทำปฏิกิริยาลดการหยุดยั้งของเซลล์ประสาทฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งเป็นเซลล์ประสาทสำคัญช่วยสำหรับการจัดวางความจำระยะสั้นเข้าไปเก็บไว้ภายในระบบความจำระยะยาว และเชื่อมต่อกับอารมณ์ความรู้สึกด้านในจิตใจ ทำให้ตอนที่พวกเราตื่นมานั้นความฝันของพวกเราทั้งหมดจะถูกลบหรือนึกออกแบบจางๆ ในบางสถานการณ์เพียงแค่นั้น

ไม่ต้องการที่จะลืมความฝันควรจะทำยังไง ?
ขณะที่พวกเราฝันดีแม้ตื่นมาแล้วจะต้องลืม อาจเป็นความโชคร้ายสำหรับคนที่ฝันดีเป็นประจำ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการจำความฝันเป็น 90 วินาทีแรก ภายหลังที่ตื่นนอน ก่อนที่หน่วยความจำจะเลือนลางจางหายไป ดังนั้นคุณต้องมีสมุดและปากกาไว้ข้างตัวก่อนนอนเพื่อเขียนบันทึกเรื่องราวไว้

นอกเหนือจากการเขียนบันทึกแล้วคุณสามารถบำรุงด้วยอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของวิตามินบี 6 ในวารสารมีชื่อบอกว่า ค้นพบคนที่ได้รับประทานวิตามินเสริม บี6 ก่อนนอน ทั้งหมด100 คน จากการศึกษาเรียนรู้วิจัย มีทิศทางที่จะจำความฝันของพวกเขาได้ เมื่อเทียบกับบุคคลที่มิได้บำรุง

ควรจะกินวิตามินบี 6 ประมาณ 100 มก.ต่อวัน ไม่สมควรเกินกำหนดจากนี้ ด้วยเหตุว่าอาจจะก่อให้เกิดความทรุดโทรมของเส้นประสาทหรือปัญหาที่เกิดขึ้นทางระบบประสาท รวมทั้งการสูญเสียการควบคุมแขน ขา แล้วก็ปัญหาเกี่ยวกับความสมดุล ควรจะได้รับการวิเคราะห์ร่างกายเพื่อขอความเห็นจากหมอก่อนเริ่มอาหารเสริมอะไรก็ตามเสมอ

สาเหตุของภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีก

สาเหตุของภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีก
ภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีก จะแสดงอาการโดยความผิดปกติของไหล่ ซึ่งไม่สมารถขยับไหล่ได้แบบที่เคยทำ โดยแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้
1. เกิดจากอุบัติเหตุตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงอุบัติเหตุใหญ่ๆ เช่น อุบัติเหตุการล้มลงขณะที่แขนเหยียดเท้าพื้น หรือหัวไหล่แขนกระแทกแล้วมีการหดตัวของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอย่างรุนแรง หรืออุบัติเหตุอื่นๆ ที่มีการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงกับไหล่ หัวไหล่
2. จากความเสื่อมของเส้นเอ็น(degeneration) ความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับจริงๆ เมื่อ อายุเพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งสาเหตุของภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีก ในกลุ่มนี้พบได้บ่อยกว่า เกิดจากการใช้งานมานานๆและอายุที่มากขึ้น ปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้เป็นได้มากขึ้นก็คือ

2.1 repetitive stress การใช้งานสะสมมาเป็นเวลานานๆ บนโลกนี้มีงานหลากหลายประเภทให้เราเลือกทำตามความถนัดของเรา บางงานต้องใช้ความคิดเยอะ บางงานใช้ทั้งความคิดและแรงกาย แต่บางงานก็ใช้แค่แรงกายเลย ซึ่งมักจะพบว่าผู้ที่มีการใช้งานร่างกายหนักๆ เป็นเวลาหลายปี อวัยวะต่างๆ ในร่างกายมักเสื่อมสภาพเร็วกว่าคนทั่วไป การใช้งานหนักหรือผิดสุขลักษณะ กลุ่มนักกีฬาที่ต้องใช้ไหล่เช่น นักเบสบองล นักยกน้ำหนัก การทำงานแบบผิดท่าเป็นเวลานาน
2.2 ภาวะเลือดไปเลี้ยงน้อยลง(lack of blood supply) ใครบอกอายุเป็นเพียงตัวเลข เพราะอายุที่มากขึ้นร่างกายก็อ่อนแอลงเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณนี้มีน้อยลง ทำให้เมื่อมีการฉีกขาดการสมานตัวของเส้นเอ็นจึงเกิดขึ้นเองได้น้อย
2.3 หินปูนในข้อไหล่(bone spur) จะเกิดขึ้นบริเวณใต้กระดูกส่วนบนของข้อไหล่(acromion)ซึ่งจะทำให้เกิดการเสียดสีของหินปูและเส้นเอ็นrotator cuffทำให้มีการฉีกขาดตามมา ซึ่งเราเรียกภาวะนี้ว่า impingement syndrome

ผู้ป่วยจะมีอาการต่างๆที่พบได้บ่อยคือ
1. ปวดขณะนอน อาการปวดจะแสดงขณะที่เรานอนพักผ่อนอยู่และจะแสดงออกมามากโดยเฉพาะตอนนอนตะแคงทับ
2. ปวดเวลายกแขนขึ้นหรือลงในบางท่า
3. อ่อนแรงในขณะยกหรืแหมุนหัวไหล่
4. เสียงเสียดสีในขณะขยับบางท่าของไหล่
การฉีกขาดที่เกิดจากอุบัติเหตุมักจะมีอาการเจ็บทันทีหลังอุบัติเหตุหรือมีเสียงดังในไหล่ขณะเกิดอุบัติเหตุและอาจมีอาการอ่อนแรงทันที

เครียดลงกระเพาะเกิดจากการกินอาหารไม่เป็นเวลาจริงหรือ?

ความเครียด เป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ แล้วดูเหมือนจะต้องพบเจอกับมันอยู่บ่อยครั้ง การเกิดความเครียดประจำๆ ดูจะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วของคนในยุคนี้ โดยในแต่ละวันที่ต้องเจอกับปัญหาร้อยแปด ทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียนและชีวิตส่วนตัว จนกลายเป็นความเครียดสะสม บางคนสามารถปล่อยวางความเครียดได้ทัน แต่บางคนสะสมความเครียดจนมีอาการปวดท้องและคลื่นไส้ หรือที่เรียกกันว่า เครียดลงกระเพาะ
ระบบทางเดินอาหารกับความเครียด

เราคงเข้าใจว่าการที่จะเป็นโรคกระเพาะได้นั้น มันเกิดขึ้นจากการที่เรารับประทานอาหารไม่เป็นเวลาหรือการกินอาหารรสจัด แต่เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะว่าคนที่กินอาหารเป็นเวลาก็สามารถที่จะป่วยเป็นโรคกระเพาะได้เช่นกัน เนื่องจากความเครียดสะสมมที่มีมากขึ้น ร่างกายของเราจะสั่งให้น้ำย่อยจากกระเพาะออกมามากผิดปกติ จนกัดกระเพาะเกิดเป็นอาการปวดท้อง นอกจากนั้นความเครียดยังส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารในอาการแบบอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกรดไหลย้อน ลำไส้แปรปรวน ลำไส้อักเสบ หรือแม้แต่อาหารไม่ย่อยก็เกิดจากความเครียดได้เช่นเดียวกัน ‘อาการเครียดลงกระเพาะ ความจริง คือ โรคกระเพาะที่เกิดจากการสั่งการของสมอง ไม่ใช่จากการที่เรารับประทานอาหารไม่ตรงเวลา’

อาการที่เราจำเป็นต้องรู้
โรคกระเพาะอาหารที่เกิดจากความเครียดจะมีอาการเหมือนกับโรคกระเพาะที่เกิดจากการกินอาหารผิดเวลาหรือไม่ จริงๆ แล้ว โรคกระเพาะจากสาเหตุทั้งสองจะมีอาการที่เหมือนกัน โดยอาการที่มักพบได้บ่อยๆ ได้แก่

1. คลื่นไส้อาเจียน เสียดทรวงอกหลังกินอาหาร

2. ปวดแสบบริเวณช่องท้องและลิ้นปี แต่จะหายเมื่อได้กิน

3. ท้องอืด ท้องเฟ้อ รู้สึกเหมือนมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นจำนวนมาก

4. เรอบ่อยๆ มีกลิ่นเหม็นน้ำย่อย เนื่องจากกระบวนการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์

5. อาเจียนหรือขับถ่ายออกมาเป็นเลือดหรือมีสีดำ บ่งบอกว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร รีบพบแพทย์ด่วน

สัญญาณเตือนเมื่อเครียดเกินไป
การที่คนเราจะมีความเครียดมักที่จะเครียดโดยไม่รู้ตัว จะรู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อมีอาการปวดหัวมากเกินไป และสัญญาณเตือนต่างๆ อีกมากโดยอาจจะเป็นอาการดังต่อไปนี้

• หายใจเร็ว รูจมูกขยาย จากการที่ปอดขยายตัวสร้างออกซิเจนสู่กล้ามเนื้อมากขึ้น ต้องการช่องทางเดิน อากาศที่กว้างมากขึ้น

• ขนลุก เนื่องจากเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังหดตัว

• อยากอาหารมากกว่าปกติ เนื่องจากต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนเร่งการเผาผลาญอาหารออกมามาก ทำให้ร่างกายถูกกระตุ้นจนอยากอาหาร

• คลื่นไส้ เนื่องจากการทำงานของกระเพาะและลำไส้หยุดลง กรดในกระเพาะจึงเพิ่มขึ้น รู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ นอนไม่หลับ

วิธีรักษาโรคเครียดลงกระเพาะ
โรคเครียดลงกระเพาะอาหารส่วนใหญ่จะกลายเป็นโรคแบบเรื้อรัง แต่ก็ไม่เสมอไป ถ้าหากคุณรักษาและดูแลตัวเองด้วยวิธีที่ถูกต้อง โรคเครียดลงกระเพาะอาหารที่อาจจะเรื้อรังก็จะสามารถหายขาดได้ ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1. กินอาหารให้เป็นเวลาและครบ 3 มื้อ

2. เลี่ยงอาหารรสจัด อาหารย่อยยาก ของทอด ของดอง

3. งดสูบบุหรี่ งดน้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อาทิ ชา กาแฟ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

4. ออกกำลังกาย กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟินช่วยคลายเครียด อารมณ์สดใสขึ้น

5. ทำกิจกรรมคลายเครียด ให้ร่างกายได้ปลดปล่อยความเครียด ลดอารมณ์แปรปรวนต่างๆ

ถ้าเราเครียดเกินไปก็ให้เราลองปล่อยวางลง พักเรื่องเครียดลงบ้าง เพราะว่าเครียดได้ก็ต้องหายเครียดได้ คลายความเครียดลง เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะมีอาการหรือมีเรื่องที่ทำให้รู้สึกเครียด สิ่งที่เราควรทำ คือ ผ่อนคลายความเครียด ซึ่งวิธีที่ช่วยได้ก็มีหลากหลายวิธี ได้แก่ การพักจากสิ่งที่ทำให้เครียด หากิจกรรมคลายเครียดต่าง ๆ หรือทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ ออกกำลังกาย หรือแม้แต่พูดคุยกับบุคคลต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงจิตแพทย์ด้วย นอกจากนั้นการจัดการสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น ที่บ้าน ที่ทำงานให้น่าอยู่ก็ช่วยให้ความเครียดลดน้อยลงได้เช่นเดียวกัน

 

“กระเจี๊ยบเขียว” ประโยชน์ดีๆ ที่ควรรู้

ถ้าจะบอกว่าชาวญี่ปุ่นนิยมทานกระเจี๊ยบเขียวมาก ทุกคนจะเชื่อหรือเปล่าคะ? ทานสดๆ นำไปประกอบอาหารต่างๆ สารพัดเมนูอีกต่างหาก ขนาดไปเวียดนาม ที่นั่นยังเสิร์ฟกระเจี๊ยบเขียวให้มาย่างทานกันสดๆ อีกด้วย ไม่ใช่แค่รสชาติที่ดี แต่เป็นเพราะสรรพคุณเจ๋งๆ ของกระเจี๊ยบเขียวนี่แหละ ที่ทำให้ใครต่อใครก็หามาทานกันมากมาย จะมีประโยชน์ในด้านใดบ้าง มาดูกันค่ะ

ประโยชน์ของ “กระเจี๊ยบเขียว”
1. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และคนที่กำลังควบคุมน้ำตาล-น้ำหนัก

2. ลดอาการท้องผูก เพราะมีเมือกที่ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวขึ้น และยังมีใยอาหารที่ดีต่อการขับถ่าย

3. ลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย

4. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหาร เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ และลำอักเสบได้

5. ใครที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว การทานกระเจี๊ยบเขียวพร้อมเมือกเหนียวๆ ใสๆ จะช่วยเข้าไปเคลือบแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

6. ฝักกระเจี๊ยบต้มเกลืออ่อนๆ สามารถแก้อาการกรดไหลย้อนได้

7. มีโฟเลตสูง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง และเป็นสิ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ดังนั้นจึงเหมาะกับหญิงมีครรภ์

วิธีรับประทานกระเจี๊ยบเขียว
สามารถหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทานสดๆ ได้เลย หรือจะนำไปประกอบอาหารกับเมนูอื่นๆ นำไปย่างด้วยไฟอ่อนๆ หรือจะทานผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมะนาว หรือไอศกรีมก็ได้ค่ะ